
โอบามาเซ็นกฎหมายฉลากอาหาร จีเอ็มโอ
ผู้นำสหรัฐลงนามกฎหมายบังคับฉลากอาหารแจงส่วนประกอบ จีเอ็มโอ เป็นครั้งแรก อุตสาหกรรมอาหารขานรับ ดีกว่าปล่อยแต่ละรัฐออกกฎหมายกันเอง
วันศุกร์ที่ 29 ก.ค.ตามเวลาในสหรัฐ ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ลงนามกฎหมายที่กำหนดให้ผู้ผลิตอาหาร ต้องเปิดเผยส่วนประกอบที่มาจากการตัดแต่งพันธุกรรม ( จีเอ็มโอ ) บนฉลากผลิตภัณฑ์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
กฎหมายนี้ซึ่งรัฐสภาผ่านความเห็นชอบเมื่อสองสัปดาห์ก่อน กำหนดให้บรรจุภัณฑ์อาหารส่วนใหญ่ จะต้องแสดง ฉลากเป็นตัวอักษร หรือโค้ดอิเล็กทรอนิสก์ที่ใช้สมาร์ทโฟนสแกนหรืออ่านได้ หรือสัญลักษณ์บางอย่างที่บอกให้รู้ว่ามีส่วนประกอบที่เป็นจีเอ็มโอ อยู่ โดยกระทรวงเกษตรสหรัฐมีเวลา 2 ปี เขียนรายละเอียดกฎเกณฑ์กำหนดมาตรฐานให้กับผู้ผลิตอาหาร
การผ่านและลงนามกฎหมายฉบับนี้ ยังเพื่อทำให้กฎหมายรัฐเวอร์มอนต์ ซึ่งเป็นรัฐแรกที่ออกกฎหมายบังคับติดฉลากอาหาร จีเอ็มโอ มีผลเมื่อ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นโมฆะ
สมาชิกรัฐสภาจากรัฐเวอร์มอนต์ รวมถึงส.ว.เบอร์นี แซนเดอร์ส คู่ชิงเป็นตัวแทนสมัครประธานาธิบดีของพรรคเดโมแครตก่อนพ่ายแก่ฮิลลารี คลินตัน คัดค้านอย่างหนัก โดยแย้งว่ามาตรการระดับชาติมีช่องโหว่ และไม่เข้มเท่าของรัฐเวอร์มอนต์ ที่กำหนดว่าฉลากอาหารต้องมีคำ “ผลิตด้วยพันธุวิศวกรรม” ( produced with genetic engineering) ส่วนกฎหมายที่คองเกรสผ่านความเห็นชอบ ให้ทางเลือกแก่บริษัทติดฉลากถึง 3 แบบ
นอกจากนี้ มีเสียงวิจารณ์ว่า อาจมีผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถอ่านข้อมูลด้วยสมาร์ทโฟน และบทลงโทษบริษัทที่ไม่ปฏิบัติตาม ยังไม่มากพอ
อย่างไรก็ดี ภาคอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารทั่วประเทศสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ ไม่ว่าจะเป็นสมาคมผู้ค้าออร์แกนิก และอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งเทคโนโลยีชีวภาพ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารที่อยากเห็นกฎเกณฑ์ฉลากอาหารเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ มากกว่าปล่อยให้แต่ละรัฐผ่านกฎหมายในประเด็นนี้แตกต่างกันไป ซึ่งจะสร้างความยุ่งยาก
ข้อมูลจากสำนักงานอาหารและยาสหรัฐระบุว่า พืชผลตัดแต่งพันธุกรรมเริ่มเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารในคริสต์ทศวรรษ 1990 ปัจจุบัน ถั่วเหลืองปลูกในสหรัฐเป็นถั่วเหลืองจีเอ็มโอ 93 % และข้าวโพดจีเอ็มโอ 83% ที่นำไปใช้เลี้ยงสัตว์ หรือใช้ในกระบวนการอาหารแปรรูปต่างๆ พร้อมยืนยันว่าพืชจีเอ็มปลอดภัยเหมือนกับพืชผลทั่วไป
แต่ฝ่ายหนุนเพิ่มความโปร่งใสฉลากอาหาร ยืนยันตลอดมาว่า ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดถึงความเสี่ยงที่แท้จริง และผู้บริโภคควรมีสิทธิรู้ว่ากำลังกินอะไรอยู่



