ข่าว

วสท.ชี้โครงสร้างห้างเมเจอร์ปิ่นเกล้ายังแข็งแรงดี

วสท.ชี้โครงสร้างห้างเมเจอร์ปิ่นเกล้ายังแข็งแรงดี

30 ก.ค. 2559

วสท.ลงพื้นที่ตรวจสอบโครงสร้างห้างเมเจอร์ปิ่นเกล้า ยันยังแข็งแรงดี หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้เสียหาย

 

         เมื่อเวลา 10.20 น. วันที่ 30 กรกฎาคม 2559 ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เปิดเผยถึงผลการตรวจสอบสภาพที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในอาคารเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ สาขาปิ่นเกล้า ร่วมกับสำนักการโยธากรุงเทพมหานครและผู้บริหารอาคารเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ สาขาปิ่นเกล้า ว่า จากผลการตรวจสอบโดยใช้เวลาประมาณกว่า 30 นาที พบว่า โครงสร้างอาคารตั้งแต่ชั้นที่ 1 ชั้นที่ 2 และ ชั้นที่ 3 ยังแข็งแรงดี ทุกอย่างค่อนข้างสมบูรณ์ มีเพียงร่องรอยความเสียหายที่เกิดจากน้ำตอนเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมเพลิงเท่านั้น แต่บริเวณทางขึ้นโรงภาพยนตร์ตรงช่วงชั้นที่ 3 ต่อเนื่องไปบนชั้นที่ 4 ได้รับความเสียหายมาก ส่วนเนื้อที่บนชั้นที่ 4 ได้รับความเสียหายทั้งหมด จากการสำรวจเวลานี้คาดว่าเป็นเรื่องของไฟฟ้าลัดวงจร อย่างไรก็ตามจะต้องรอผลการตรวจพิสูจน์จากกองพิสูจน์หลักฐานมายืนยันข้อสันนิษฐานอีกครั้ง

         ศ.ดร.สุชชวีร์ กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบอุปกรณ์ดับเพลิงพบว่า ทางโรงภาพยนตร์ก็มีตามกฎหมาย พบถังเคมีและอุปกรณ์ที่พนักงานพยายามนำเข้าไปควบคุมสถานการณ์เบื้องต้น แต่เอาไม่อยู่ เนื่องจากเพลิงเกิดลุกไหม้อย่างรวดเร็วเพราะสภาพเพดานโรงภาพยนตร์นั้นติดกันตลอดแนว ประกอบกับพื้นโรงภาพยนตร์ก็เป็นพรม เมื่อเกิดแสงเพลิงขึ้นทำให้ไฟลุกลามไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งข้อสังเกตที่มีข่าวว่าอาคารทรุดตัวนั้น ยืนยันไม่ใช่การทรุดตัว แต่โครงสร้างหลังคาเหล็กบนชั้นที่ 4 ที่ถูกเพลิงไหม้นานถึง 2 ชั่วโมง เกิดการแปรสภาพหล่นลงมา และจะต้องทำการรื้อถอนออกทั้งหมด ซึ่งเจ้าของอาคารจะต้องประสานทางกรุงเทพมหานครก่อนดำเนินการ เชื่อว่า ผู้บริหารคงไม่ปล่อยไว้นาน และคงจะก็จะดำเนินการรื้อถอนเพื่อปรับปรุงกันใหม่ให้รวดเร็วที่สุด

         ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าวด้วยว่า ต้องทำความเข้าใจว่า อาคารของเมเจอร์ สาขาปิ่นเกล้า นั้นส่วนแรกซีกซ้ายสร้างขึ้นมาตั้งแต่ พ.ศ.2522 อีกส่วนบริเวณซีกขวาสร้างประมาณ พ.ศ.2538 แต่กฎหมายควบคุมโครงสร้างอาคารเพิ่งกำหนดให้มีการใช้ ทำให้ไม่ครอบคลุมไปถึงอาคารที่สร้างขึ้นในอดีต แต่ที่ผ่านมาทางกรุงเทพมหานคร ก็ได้ทำการกวดขันให้ผู้บริหารอาคารเหล่านี้รับผิดชอบต่อความปลอดภัยของสาธารณะอยู่แล้ว และพยายามรณรงค์ให้มีการตรวจสอบอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยกันทุกๆ 6 เดือน ซึ่งหลังจากนี้จะต้องหามาตรการพูดคุยกับเจ้าของอาคารอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่สร้างก่อนที่กฎหมายกำหนดให้ช่วยดูแลให้เป็นไปตามกฎหมาย และมีสำนึกที่จะดูแลความปลอดภัยของผู้ใช้อาคารอย่างเข้มข้น หลักๆ ที่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยคือหากเกิดเหตุเพลิงไหม้คนในอาคารต้องมีช่องทางหนีให้ได้ หนีให้ทัน และโครงสร้างอาคารต้องทนความร้อนให้ได้อย่างน้อย 2 ชั่วโมง

         “ขอยืนยันกฎหมายการควบคุมและดูแลความปลอดภัยโครงสร้างอาคารของประเทศไทยนั้น มีความทันสมัยไม่แพ้ชาติใดในโลก แต่อาคารส่วนใหญ่ในประเทศไทยสร้างก่อน ซึ่งจะต้องมีการพูดคุยและกำหนดข้อปฏิบัติร่วมกันเพื่อยกระดับความเป็นมาตรฐานสากล เจ้าของอาคารต้องรับผิดชอบในทุกๆ ระบบที่จะสร้างความปลอดภัย ผมคาดว่าหลังจากนี้น่าจะมีการกำหนดมาตรการความปลอดภัยในเรื่องรายละเอียดปลีกย่อยให้สมบูรณ์ในกฎหมายฉบับนี้เพิ่มขึ้นอีก เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของคนไทยทุกคน” ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าวย้ำ