
อาชีพอิสระรอเฮรัฐ ปล่อยกู้ ดอกเบี้ยต่ำ
“สมคิด” เข็นสินเชื่อประชารัฐเข้า ครม.สัปดาห์หน้า ปล่อยกู้ กลุ่มอาชีพอิสระ ทั้งวินมอเตอร์ไซค์ คนขับแท็กซี่ผ่านแบงก์ออมสิน ปีแรกคิดดอกเบี้ย 0%
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เตรียมเสนอมาตรการสินเชื่อประชารัฐเพื่อประชาชนให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในสัปดาห์หน้า ซึ่งจะเป็นการ ปล่อยกู้ ให้บริการสินเชื่อแก่ประชาชนที่ประกอบอาชีพรับจ้าง อาชีพอิสระ เช่น วินรถจักรยานยนต์รับจ้าง คนขับรถแท็กซี่ กลุ่มแม่บ้านที่รวมตัวทำวิสาหกิจชุมชน ผ่านธนาคารออมสิน โดยจะเป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำระยะเวลา 5 ปีซึ่งในปีแรกจะคิดดอกเบี้ย 0% ปีที่ 2-3 คิด 1%
นอกจากนี้ รัฐบาลเตรียมดำเนินการในอีกหลายเรื่องเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้มีรายได้น้อย และเศรษฐกิจฐานราก เช่น การยกระดับความสามารถให้เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่สามารถทำการตลาดได้ , โครงการพักหนี้ให้กับลูกค้าธนาคารออมสินที่มีปัญหาเรื่องภาระในการชำระหนี้ , โครงการฝึกอาชีพให้กับผู้มีรายได้น้อย , การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบโดยรัฐบาลพยายามเดินหน้าให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ ซึ่งหากนับเฉพาะโครงการที่ได้ทำไปในช่วง 10 เดือนที่เข้ามาทำงาน จะมีมากกว่าโครงการที่ได้ดำเนินการไว้ช่วง 5 ปีก่อนหน้านี้
“ตอนนี้รัฐบาลกำลังมีมาตรการจูงใจเป็นพิเศษ เพื่อให้เครื่องยนต์ทุกตัวกลับมาทำงานได้เต็มที่” นายสมคิด กล่าวและว่า เรื่องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานนั้นมุ่งเน้นที่จะให้ไทยเป็นศูนย์กลางคมนาคมและขนส่งในภูมิภาคอาเซียน พร้อมทั้งการปรับโครงสร้างการผลิต โดยกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะให้การส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น
ด้านนายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ว่า ยอดล่าสุดขณะนี้มีประชาชนมาลงทะเบียนแล้วกว่า 1.3 ล้านคน เป็นการลงทะเบียนกับธนาคารออมสิน 4.1 แสนคน , ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 6.2 แสนคน และธนาคารกรุงไทย (KTB) 2.8 แสนคน คาดว่าเมื่อครบกำหนดการลงทะเบียน จะมีผู้ยื่นขอลงทะเบียนตามเป้าหมายที่ 5 ล้านคน และยืนยันว่า ผู้ที่ลงทะเบียนแล้ว ในกรณีที่มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ รัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือในอนาคต
ทั้งนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ปรับลดคาดการณ์การส่งออกของไทยในปีนี้จากเดิมติดลบ 0.7% เป็นติดลบ 1.9% เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังเป็นไปอย่างเปราะบางและยังมีความไม่แน่นอน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย อย่างไรก็ตาม สศค.ยังคงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไว้ที่ 3.3% โดยได้ปัจจัยหนุนจากการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐ รวมทั้งยังมีแรงหนุนจากการลงทุนและการบริโภคภาคเอกชน อีกทั้งการท่องเที่ยวที่สามารถขยายตัวได้ดีอย่างมีนัยสำคัญ
“ช่วงไตรมาสสองที่ผ่านมา สศค.ประเมินว่า สามารถขยายตัวได้ถึง 3.3% ส่วนครึ่งปีหลัง เชื่อว่า จะขยายตัวได้ดีกว่าช่วงครึ่งแรกของปี ซึ่งจะหนุนให้จีดีพีทั้งปีขยายตัวได้ตามคาด”นายกฤษฎา กล่าวและว่า ในการประมาณการเศรษฐกิจไทย จำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อาทิ การชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า ความเชื่อมั่นของภาคเอกชนที่ยังเปราะบาง และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงที่เหลือของปี
อย่างไรก็ตาม การลงทุนของภาคเอกชนยังไม่ฟื้นตัวมากนัก สะท้อนได้จากภาคการผลิต ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) คาดว่า ภาคการผลิตจะฟื้นตัวในปีหน้า โดยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) ไตรมาส 2 ปี 2559 ขยายตัว 1.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ดัชนีเอ็มพีไอครึ่งปีแรกโต 0.2% สำหรับดัชนีเอ็มพีไอเดือนมิถุนายน 2559 ขยายตัวเป็นบวกต่อเนื่อง ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.82% ทำให้ในครึ่งปีหลังมั่นใจว่าดัชนีเอ็มพีไอจะเป็นบวก



