
ทีมวิจัยอิตาลีชี้หาซาก เอ็มเอช370 ต้องไปไกลอีก 500 กม.
โมเดลใหม่ทีมนักวิทยาศาสตร์อิตาลี ชี้ซากเที่ยวบินปริศนา เอ็มเอช370 อาจอยู่ไกลจากพื้นที่ค้นหาปัจจุบันไปทางเหนืออีก 500 กิโลเมตร
( 28 ก.ค.) เพียงไม่กี่วันหลัง จีน มาเลเซียและออสเตรเลีย ประกาศว่าจะพักการค้นหาเครื่องบินมาเลเซียแอร์ไลนส์ เที่ยวบิน เอ็มเอช370 ในอนาคตอันใกล้ หากการค้นหาในพื้นที่ที่ยังเหลืออีก 10 % หรืออีกราว 1 หมื่นตร.กม.ในมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ ไม่พบเบาะแสใดๆที่จะชี้พิกัดซากเครื่องบินได้ มีผลการศึกษาโดยทีมนักวิทยาศาสตร์ ที่ศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกยุโรป-เมดิเตอร์เรเนียนในอิตาลี ชี้ว่า พื้นที่ค้นหาซากเครื่องบินโบอิ้ง 777 ลำนี้ อาจต้องขยับจากพื้นที่ค้นหาในปัจจุบัน ขึ้นเหนือไปอีกประมาณ 500 กิโลเมตร
ทีมวิจัยใช้คอมพิวเตอร์จำลองโดยป้อนข้อมูลทิศทางลมและกระแสน้ำในมหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรใต้ ในช่วงสองปีที่ผ่านมา และพิกัดการพบเศษซากเครื่องบินที่ยืนยันแล้ว 5 ชิ้นจนถึงปัจจุบัน โดยสองชิ้นพบที่โมแซมบิก ที่เหลือพบที่หาดเกาะเรอูนียง ดินแดนฝรั่งเศสในมหาสมุทรอินเดีย แอฟริกาใต้และมอริเชียส เพื่อพยายามและชี้จุดที่น่าจะเป็นสุสานใต้น้ำของเที่ยวบินปริศนา
เอริค แยนเซน หัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า การค้นพบที่สำคัญคือเศษซากเครื่องบินทุกชิ้นที่พบจนถึงขณะนี้ สอดคล้องกับพื้นที่ที่กำลังมีการค้นหากันอยู่ แต่จะต้องขยายไปทางทิศเหนืออีก 500 กิโลเมตร ซึ่งหากยังไม่พบอะไรอีกในพื้นที่ค้นหาที่เหลือ เขาคิดว่าน่าจะลองขยายพื้นที่ไปยังทางทิศทางนี้ดู แต่ยอมรับไม่คาดหวังว่า ประเทศที่เกี่ยวข้องจะเปลี่ยนใจเพราะข้อมูลใหม่ชุดนี้ เนื่องจากการค้นหาใช้งบประมาณสูงมาก และดำเนินมานานสองปีแล้ว
หัวหน้าทีมนักวิจัยอิตาลีกล่าวด้วยว่าการสูญหายเครื่องบินลำนี้ เป็นเรื่องประหลาดมาก
“เป็นเรื่องสำคัญที่จะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่ใช่แค่คนทั้งหมดที่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ยังเป็นเรื่องความปลอดภัยการบินในภาพรวม เราหวังว่าจะมีส่วนช่วยเหลือ แม้ผลการศึกษาของเราเป็นเพียงส่วนเล็กๆในตัวต่อปริศนาสลับซับซ้อนยิ่ง” แยนเซนระบุในแถลงการณ์ที่ออกโดยสหภาพธรณีศาสตร์ยุโรป หน่วยงานที่ตีพิมพ์วารสารวิทยาศาสตร์ระบบโลกและอันตรายทางธรรมชาติ และลงผลการศึกษานี้
เที่ยวบินเอ็มเอช 370 สูญหายไปจากจอเรดาร์อย่างไม่ทราบสาเหตุ หลังทะยานขึ้นจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ปลายทางกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2557 พร้อมกับลูกเรือและผู้โดยสาร 239 คนส่วนมากเป็นชาวจีน และยังคงเป็นปริศนาลี้ลับที่สุดในประวัติศาสตร์การบินจนถึงวันนี้หรืออาจตลอดไป



