
ผู้นำอินโดตั้ง วิรันโต อดีตนายพลอื้อฉาวนั่งรมต.ความมั่นคง
โจโกวีปรับครม.ตั้ง วิรันโต อดีตผบ.สส. เป็นรมต.ความมั่นคงทรงอิทธิพล แม้ยูเอ็นกล่าวหามือเปื้อนเลือดในเหตุฆ่าล้างชาวติมอร์ตะวันออก
(27 ก.ค.) ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด แห่งอินโดนีเซีย ปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่เป็นครั้งที่สองนับจากการบริหารประเทศในปี 2557 โดยมีเป้าหมายหลักที่การกระตุ้นพลิกฟื้นเศรษฐกิจ แต่ตำแหน่งที่เรียกเสียงวิจารณ์จากนักเคลื่อนไหวว่าเป็นก้าวถอยหลังด้านสิทธิมนุษยชน คือการแต่งตั้ง นายพล วิรันโต อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีประสานงานการเมือง กฎหมายและความมั่นคง ทั้งที่เขาเป็นหนึ่งในอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงอินโดนีเซีย ที่ถูกสหประชาชาติกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงในติมอร์ตะวันออก
ชาวติมอร์ตะวันออกลงประชามติเลือกแยกตัวเป็นเอกราชจากอินโดนีเซียเมื่อปี 2542 หลังถูกปกครองแบบกดขี่ภายใต้จอมเผด็จการซูฮาร์โตเกือบ 3 ทศวรรษ ประเมินว่ามีผู้เสียชีวิตประมาณ 1 แสนคน ทั้งจากถูกฆาตกรรมโดยมากจากน้ำมือทหารอินโดนีเซียและกองกำลังตัวแทน จากความอดอยากและโรคภัยไข้เจ็บ
แต่ในช่วงเปลี่ยนผ่านหลังการลงประชามติไม่นาน ทหารอินโดนีเซียและกองกำลังกึ่งพลเรือนฝ่ายรัฐบาลจาการ์ตา ออกอาละวาดฆ่าล้างชาวติมอร์ฯเสียชีวิตกว่า 2,000 คน อีก 5 แสนคนกลายเป็นคนไร้ที่อยู่อาศัย โดยนายพลวิรันโต ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดอยู่ในเวลานั้นและถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้มีบทบาทสำคัญ
แม้เผชิญข้อหาอื้อฉาว แต่อดีตนายพลยังมีบทบาทโดดเด่นในทางการเมืองเรื่อยมา โดยการเลือกตั้งปี 2557 เป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี แต่ไม่ได้เข้าถึงการเลือกตั้งรอบสอง และในปี 2552 เป็นผู้สมัครรองประธานาธิบดี คู่กับนายยูซุฟ คัลลา รองประธานาธิบดีคนปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ก่อตั้งพรรคฮารุนา หนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาล
ล่าสุด อดีตผบ.สส. จะมานั่งตำแหน่งรัฐมนตรีที่ถือเป็นตำแหน่งทรงอิทธิพล เพราะกำกับดูแลถึง 5 กระทรวง รวมถึงกระทรวงต่างประเทศ มหาดไทย กลาโหม
อันเดรียส ฮาร์โซโน นักวิจัยอินโดนีเซียขององค์การ ฮิวแมนไรทส์วอทช์ กล่าวว่า นายลูฮุต ปันไจตัน รัฐมนตรีคนเดิมที่ถูกโยกไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีประสานงานด้านกิจการทางทะเล จุดความวิตกในหมู่นายทหารและองค์กรมุสลิมบางกลุ่ม หลังเสนอเปิดสอบสวนการเข่นฆ่าสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์และผู้สนับสนุนในช่วงคริสตทศวรรษที่ 1960 ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน การตั้งอดีตนายพลวิรันโต ถือเป็นการก้าวถอยหลัง และอาจเป็นการส่งสัญญาณว่านายโจโกวีจะไม่ยกระดับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนเหมือนเมื่อก่อน



