ข่าว

ตัวเลขว่างงานลดมิ.ย.เหลือ5.5แสนคน

ตัวเลขว่างงานลดมิ.ย.เหลือ5.5แสนคน

08 ส.ค. 2552

ภาวะว่างงานกระเตื้อง เดือนมิถุนายน 2552 ตัวเลขลดลงจากพฤษภาคมกว่า 1 แสนคน ชี้แนวโน้มคนเรียนจบสูงโอกาสตกงานมากสุด ภาคอีสานแชมป์ว่างงานสูงสุด

 นางธนนุช ตรีทิพยบุตร เลขาธิการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยผลสำรวจภาวะการทำงานของประชากร ช่วงเดือนมิถุนายน 2552 ว่ามีจำนวนผู้ว่างงานทั้งสิ้น 5.5 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 1.4% เพิ่มขึ้น 1.1 แสนคน เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ที่มีจำนวนผู้ว่างงาน 4.4 แสนคน แต่เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2552 จำนวนผู้ว่างงานลดลง 1.1 แสนคน คิดเป็นลดลง 0.3%

 ทั้งนี้ จากยอดว่างงาน 5.5 แสนคน ปรากฏว่า เป็นผู้ที่เคยทำงานมาก่อน 3.3 แสนคน ส่วนใหญ่อยู่ในภาคบริการและการค้ามากที่สุด ส่วนผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อนมีจำนวน 2.2 แสนคน และหากพิจารณาการว่างงานในแต่ละกลุ่มอายุพบว่า กลุ่มเยาวชน หรือผู้มีอายุระหว่าง 15-24 ปี เป็นกลุ่มที่มีอัตราว่างงานสูงสุด 5.9% ขณะที่ผู้จบการศึกษาในระดับอุดมศึกษามีอัตราการว่างงานสูงที่สุดคือ 3.2% รองลงมาเป็นผู้ที่จบการศึกษาในระดับมัธยาศึกษาตอนปลาย 2.1%

 “จากผลการสำรวจดังกล่าวจะเห็นได้ว่าผู้ที่มีการศึกษาสูงจะมีอัตราการว่างงานที่ค่อนข้างสูงกว่าผู้ที่มีการศึกษาไม่สูงนัก และเมื่อเปรียบเทียบกับในช่วงเดียวกันของปี 2551 พบว่าในทุกระดับการศึกษามีผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะระดับอุดมศึกษา” นางธนนุชระบุ

 สำหรับการว่างงานรายภาค พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นภาคที่มีจำนวนผู้ว่างงานมากที่สุด 1.5 แสนคน รองลงมาเป็น ภาคกลาง 1.3 แสนคน ส่วนกรุงเทพมหานคร ภาคเหนือ และภาคใต้ มีจำนวนผู้ว่างงานเท่ากันคือ 9 หมื่นคน หากเปรียบเทียบอัตราการว่างงานกับช่วงเดียวกันของปี 2551 พบว่า เกือบทุกภาคมีอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร มีผู้ว่างงาเพิ่มขึ้นมากสุด 0.9 % จาก 1.3% เป็น 2.2% รองลงมาเป็นภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นเท่ากัน 0.3% ภาคกลางเพิ่มขึ้น 0.1% ส่วนภาคใต้อัตราการว่างงานลดลง 0.3%

 "ภาวะการทำงานเดือนมิถุนายนโดยภาพรวมแล้วเพิ่มขึ้น แต่ลดลงในบางสาขา โดยผู้มีงานทำในภาคเกษตรกรรมเพิ่มขึ้น 4.7 แสนคน และผู้ทำงานนอกภาคเกษตรกรรมเพิ่มขึ้น 5.3 แสนคน ซึ่งเพิ่มขึ้นในสาขาค้าส่งและค้าปลีก มากที่สุด 4.5 แสนคน ส่วนสาขาที่ลดลง เป็นสาขาการผลิตลดลง 9 หมื่นคน" เลขาธิการสำนักงานสถิติแห่งชาติกล่าว