
วางแผนเพื่อ 20 ปีของลูก...
เงินทองต้องรู้ : วางแผนเพื่อ 20 ปีของลูก... : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
ไม่มีสมบัติใดมีค่ามากไปกว่า “ความรู้” และสิ่งที่ดีที่สุดที่พ่อแม่จะส่งต่อไว้ให้ลูก ก็คือ “การศึกษา” เพราะเมื่อลูกมีวิชาความรู้ติดตัว ในวันหนึ่งข้างหน้า ถึงแม้ไม่มีพ่อแม่คอยดูแล เขาก็สามารถใช้ความรู้ที่มีเลี้ยงดูตัวเองได้
แต่ก็เป็นเรื่องน่าเจ็บปวดที่ต้องยอมรับความจริงว่า หลายครั้ง “ความรู้” ก็ต้องแลกมาด้วย “เงิน” จำนวนไม่น้อย แม้ว่ารัฐจะจัดสวัสดิการให้ แต่ก็เป็นแค่การศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่เอาเข้าจริงแล้ว ก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้คนไม่มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาสามารถใช้ชีวิตได้ตามมาตรฐานทั่วไปได้
พอถึงฤดูกาลเข้ามหาวิทยาลัย เราจึงเห็นข่าวที่ปรากฏเป็นประจำในสื่อต่างๆ ว่า แต่ละปี จะมี “เด็กเก่ง” ที่สอบติดคณะวิศวกรรมศาสตร์บ้าง เภสัชศาสตร์บ้าง หรือแม้แต่คณะแพทยศาสตร์ แต่ล้วนขาดแคลนทุนทรัพย์ ต้องเปิดบัญชีเรี่ยไรเงินจากผู้ใจบุญ หรือบางคนต้องยอมสละสิทธิ์ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้ามาก เคยตั้งคำถามเหมือนกันว่า “มหาวิทยาลัยไม่มีทุนให้เด็กเหล่านี้บ้างหรือ” เพราะเมื่อสอบเข้าได้ ก็แสดงว่า เขาเก่งพอ น่าเสียดายนักถ้าจะปล่อยให้คำว่า “ขาดแคลนทุนทรัพย์” เป็นข้อจำกัด
คำตอบคือ มหาวิทยาลัยมีทุนการศึกษาให้ก็จริง แต่เด็กแต่ละคนต้องใช้ “ทุน” มากกว่านั้น ทั้งการกิน การอยู่ หรือแม้แต่ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ซึ่งทุนของมหาวิทยาลัยอาจจะไม่ครอบคลุม ถึงฝืนเข้าเรียนไป แต่ต้องออกมากลางครันเพราะขาดแคลนทุนระหว่างทาง จะยิ่งน่าเสียดายมากกว่า
ปัญหาทั้งหมดนี้ บรรเทาลงได้ด้วยกลไกการให้กู้ยืมเรียนโดย “กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา” (กยศ.) ซึ่งให้กู้ยืมมาตั้งแต่ปี 2539 จนถึงวันนี้ กยศ.ได้ทำหน้าที่มายาวนานถึง 20 ปีแล้ว และแน่นอนว่า ปัญหาที่ กยศ.เผชิญมาโดยตลอด เหมือนกับที่เจ้าหนี้ส่วนใหญ่ต้องพบเจอ คือ “ยืมแล้วไม่คืน” แม้ว่าจะออกแคมเปญรณรงค์ จะใช้ไม้นวมให้ “รุ่นพี่” เห็นใจ “รุ่นน้อง” ที่รอคอยโอกาสทางการศึกษา เพราะถ้ารุ่นพี่พากันชักดาบ รุ่นน้องเอาทุนที่ไหนไปสร้างโอกาสให้ตัวเอง หรือจะใช้ไม้แข็ง ดำเนินการฟ้องร้อง ก็ดูเหมือนจะได้ผลไม่มากเท่าที่ต้องการ
ตัวเลขภาพรวมวงเงินกู้ยืม กยศ. สิ้นสุดเดือนพฤษภาคม 2559 ที่ปรากฏเป็นข่าวเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา อยู่ที่ 4.6 ล้านราย วงเงินประมาณ 4.5 แสนล้านบาท โดยในจำนวนนี้มีหนี้ที่ครบกำหนดชำระ 3 ล้านรายปิดบัญชีแล้ว 4 แสนราย วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท คงเหลือกว่า 2 ล้านราย และมีเงินต้นตามสัญญาประมาณ 1 แสนล้านบาท โดยมีนักเรียน นักศึกษาที่อยู่ระหว่างศึกษา (ยังไม่ครบกำหนดชำระหนี้) อีกประมาณ 1 ล้านราย คิดเป็นวงเงินกู้ประมาณ 1 แสนล้านบาท
จำนวนหนี้ครบกำหนด 3 ล้านราย มีการปิดบัญชีเพียง 4 แสนราย คิดเป็น 13% เท่านั้น ขณะที่วงเงินปิดบัญชีมีเพียง 4 หมื่นล้านบาท ส่วนที่ค้างชำระหนี้มีมากถึง 1 แสนล้านบาท
ข่าวล่าสุด คือ ความพยายามในการออกกฎหมายใหม่ เพื่อให้ กยศ. สามารถเข้าถึงข้อมูลลูกหนี้ ไม่ว่าข้อมูลจะอยู่หน่วยงานใด ซึ่งเป็นการปลดล็อกข้อห้ามทางกฎหมายเรื่องการเปิดเผยข้อมูลและการหักเงินเดือน โดยกฎหมายบังคับให้นายจ้างเอกชนและรัฐวิสาหกิจมีหน้าที่หักเงินเดือนพร้อมส่งภาษีให้กรมสรรพากร โดยกรมสรรพากรจะโอนหนี้ให้ กยศ. ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาหนี้ค้างในอนาคต
เป็นเรื่องที่ต้องติดตามว่า เมื่อกฎหมายใหม่บังคับใช้ กลไกการบังคับชำระหนี้จะทำหน้าที่ได้ดีแค่ไหน อย่าไปมองเป็นเรื่องโหดร้าย เพราะกฎ “มีหนี้ต้องใช้หนี้” ยังเป็นกฎศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะกับเยาวชน ที่ต้องช่วยกันปลูกฝังความมีวินัยทางการเงิน และความรับผิดชอบต่อภาระหนี้สินที่พวกเขาก่อไว้
สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ลูกยังเล็ก และตัวเองพอมีกำลังทรัพย์ส่งเสียลูกให้ได้เล่าเรียน แบบไม่ต้องกู้ยืมใคร ก็ไม่อาจนิ่งนอนใจ เพราะจริงๆ แล้ว ต้องมี “แผนการเงินเพื่อการศึกษาของลูก” เตรียมไว้เช่นเดียวกัน
บริการที่ปรึกษาด้านการเงิน K-Expert โดยธนาคารกสิกรไทย มีคำแนะนำการวางแผนการเงิน เพื่อให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง สามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างเหมาะสม โดยเงื่อนไขประการสำคัญที่ต้องพิจารณา คือ การศึกษาของลูกถือเป็นเป้าหมายที่สำคัญ จึงไม่ควรลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง แต่หากพ่อแม่เลือกออมเงินในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น เงินฝาก เพียงอย่างเดียว อาจต้องออมเงินในแต่ละเดือนในสัดส่วนที่สูงมาก ซึ่งอาจส่งผลกระทบให้แผนการศึกษาของลูกไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ดังนั้น การออมเงินเพื่อแผนการศึกษาลูกที่ดีควรกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ อย่างเหมาะสม เช่น เงินฝาก พันธบัตรรัฐบาล กองทุนรวมตลาดเงิน สินค้าโภคภัณฑ์ (ทองคำ น้ำมัน) หรืออสังหาริมทรัพย์
ทั้งนี้ การเลือกสินทรัพย์ลงทุน ก็ควรเลือกให้เหมาะกับระยะเวลาใช้เงิน โดยการลงทุนสำหรับระดับการศึกษาที่มีระยะเวลาสั้นควรลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความต่ำ ขณะที่การศึกษาระดับสูงที่มีระยะเวลาลงทุนนาน สามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่น
ระดับอนุบาล ควรออมด้วยเงินฝากประจำปลอดภาษี 24 เดือน หรือ กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ซึ่งเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ และมีสภาพคล่องสูง
ระดับประถมและมัธยมศึกษา อาจเลือกลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ พันธบัตรรัฐบาล หรือหุ้นกู้เอกชนที่มีอายุ 3-5 ปี ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นกว่าการออมเงินในบัญชีเงินฝากเพียงอย่างเดียว และ ระดับอุดมศึกษา เช่น ปริญญาตรีและปริญญาโท ซึ่งมีระยะเวลาลงทุนนาน อาจใช้เวลาอีก 17 ปี หรือ 21 ปี ดังนั้น สามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงเพิ่มขึ้นได้ เช่น กองทุนรวมผสมที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้
เมื่อหาแหล่งลงทุนเพื่อการศึกษาของลูกได้อย่างเหมาะสมตามระยะเวลาการใช้จ่ายแล้ว สำคัญที่สุด คือ “วินัยการออมและการลงทุน” ที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เพราะการเรียนของลูก เป็นเรื่องยาวที่ต้องใช้เวลาตั้งแต่ต้นจนจบอย่างน้อยเกือบ 20 ปี และเพราะการเรียนของลูก เป็นหน้าที่ขั้นพื้นฐานของพ่อแม่ที่มีกำลังส่งเสีย
และถ้าเราเตรียมแผนการเงินเพื่อการศึกษาของลูกเราได้ครบถ้วน อย่างน้อยเราก็มีส่วนช่วย “เก็บโอกาส” ในการเข้าถึงการศึกษาด้วยกลไก กยศ. ให้แก่เด็กคนอื่นๆ ถือว่า เป็นการ “ได้บุญทางอ้อม” อีกต่างหาก
------------------------
(เงินทองต้องรู้ : วางแผนเพื่อ 20 ปีของลูก... : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])



