
บทความพิเศษ-ต้านภัยเอดส์ในที่ทำงาน
โรคภัยไข้เจ็บในยุคนี้ เริ่มกลับมาเป็นสาเหตุการตายของประชากรโลกมากขึ้น เช่น โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่กำลังแพร่ระบาด สร้างความหวั่นวิตกให้แก่คนทั้งโลกอยู่ไม่น้อย หลังจากที่ โรคเอดส์ เป็นโรคที่ทุกคนต่างประหวั่นพรั่นพรึง ในความร้ายแรงของมัน
จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ตั้งแต่ปี 2527 จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ราว 1.1 ล้านคน เสียชีวิตไป 6 แสนคน และมีผู้ติดเชื้อที่ยังมีชีวิตอยู่ราว 5 แสนคน แต่เชื่อว่ายังมีผู้ติดเชื้อที่ไม่มีในรายงานอีกจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่เป็นวัยแรงงาน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต
ในแต่ละปีจะมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น โดยปี 2551 มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ จำนวน 12,787 ราย เฉลี่ยมีผู้ติดเชื้อใหม่วันละ 35 ราย และที่เสียชีวิต จำนวน 26,935 ราย เฉลี่ยตายวันละ 70 ราย
ประชากรในวัยแรงงาน ประมาณ ร้อยละ 85 ของผู้ป่วยเอดส์ มีอายุ 15-45 ปี พบในกลุ่มอาชีพรับจ้างมากที่สุด
ในส่วนของผู้ประกันตนที่เจ็บป่วยด้วยโรคเอดส์ แล้วเข้ารับยาต้านไวรัส จากกองทุนประกันสังคมนั้น ข้อมูลล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคม 2552 พบว่ามีจำนวน 46,776 ราย
หากไม่เร่งดำเนินการป้องกันโรคเอดส์อย่างจริงจัง หลังจากเริ่มแผ่วเบาลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ก็คาดว่าอีก 2 -3 ปีข้างหน้า หรือในปี 2554 จะมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ กว่า 5 หมื่นคน และจะเสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ไม่น้อยกว่า 8 หมื่นคน
“ปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ติดเชื้อวัยแรงงาน และเป็นลูกจ้างคือ นายจ้างมีการบังคับให้ลูกจ้างตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอชไอวี เมื่อรู้ว่าติดเชื้อก็เลิกจ้าง ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพราะการตรวจหาเชื้อเอชไอวี ต้องได้รับการยินยอมจากเจ้าตัวเสียก่อน” อัมพร นิติสิริ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าว
นอกจากนี้ ยังเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมอีกด้วย ในกรณีนี้ลูกจ้างสามารถฟ้องศาลแรงงานได้ หากศาลเห็นเลิกจ้างไม่เป็นธรรม อาจต้องรับกลับเข้าทำงาน หรือหากลูกจ้างไม่ประสงค์จะกลับไปทำงานอีก นายจ้างก็จะต้องจ่ายเงินค่าชดเชย
เคยพบว่า มีผู้สมัครงานรายหนึ่ง ถูกนายจ้างร้องขอให้ตรวจสุขภาพ และตรวจหาเชื้อเอชไอวีก่อนเข้าทำงาน เมื่อพบว่าติดเชื้อ นายจ้างถึงกับยกเลิกสัญญาจ้าง โดยยอมจ่ายเงินค่าบอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมายแรงงาน เป็นเงินหลายหมื่นบาท ขณะที่ตัวผู้สมัครงานเองก็บอบช้ำทางจิตใจ เพราะไม่ทันตั้งตัวว่าตนเองติดเชื้อเอชไอวี
ด้วยสาเหตุที่วัยแรงงานติดเชื้อ และเสียชีวิตจากโรคเอดส์เป็นจำนวนมาก ตลอดจนปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น กรมสวัสดิการฯ จึงได้หาทางป้องกันโดยจัดทำ “มาตรฐานบริหารจัดการเอดส์ในสถานประกอบกิจการ”
เรียกว่ามาตรฐาน ASO ย่อมาจาก AIDs-response Standard Organization
“เพื่อให้สถานประกอบการต่างๆ ได้จัดทำแนวทางหรือมาตรการในการป้องกันโรคเอดส์ให้แก่ลูกจ้าง เพราะการป้องกันจะเป็นวิธีที่ดีกว่าการทุ่มเงินค่ารักษา แม้ว่าขณะนี้กองทุนประกันสังคมจะรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลของลูกจ้างที่ป่วยด้วยโรคเอดส์ทั้งหมดก็ตาม”
ทั้งนี้ กรมสวัสดิการฯ ได้ร่วมมือกับ กรมควบคุมโรค สำนักงานประกันสังคม และสมาคมแนวร่วมภาคธุรกิจไทยต้านภัยเอดส์ (ทีบีซีเอ) ภายใต้การสนับสนุนจากมูลนิธิกองทุนโลกด้านเอดส์ วัณโรคและมาลาเรียแห่งสหประชาติ (โกลบอล ฟันด์) โดยสนับสนุนเงินทุน ปีละ 40 ล้านบาท มาเป็นปีที่ 6 แล้ว
ไทยถือเป็นประเทศแรกที่มีการจัดทำมาตรฐานนี้ และยังมีประกาศกระทรวงแรงงานด้านโรคเอดส์ ซึ่งอิงกับองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) โดยมีหลักการ 3 ข้อคือ
1) การให้ความรู้ในการป้องกัน 2) การไม่เลือกปฏิบัติ หรือกีดกันผู้ติดเชื้อเอชไอวีในการทำงาน เพราะผู้ติดเชื้อยังสามารถทำงานได้อย่างปกติ เพียงแต่ขอให้ได้รับโอกาสในการทำงาน และมีการดูแลสุขภาพอย่างถูกต้อง ก็จะสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องเป็นภาระต่อครอบครัวหรือสังคม และ 3) การช่วยเหลือลูกจ้างที่ติดเชื้อเอชไอวี และที่ป่วยด้วยโรคเอดส์ อย่างเหมาะสม
ตั้งแต่ปี 2547 ที่เริ่มโครงการนี้มาจนถึงปัจจุบัน มีสถานประกอบการเข้าร่วมประมาณ 1 หมื่นแห่ง จากสถานประกอบการทั้งหมดที่มีถึง 4.1 แสนแห่ง นับว่าเป็นอัตราส่วนที่น้อยมาก
ในปี 2552 มีสถานประกอบการจำนวน 27 แห่งที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านเอดส์และวัณโรค (เอเอสโอ-ที) แพลทินัม ระดับยอดเยี่ยมและดีเด่น เข้ารับประทานรางวัล จากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
และในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ จะมีพิธีมอบรางวัลมาตรฐานการบริหารจัดการด้านเอดส์และวัณโรคในสถานประกอบกิจการ ให้แก่สถานประกอบกิจการในเขต กทม. และปริมณฑล 582 แห่ง ที่กระทรวงแรงงาน โดยมีนายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน เป็นประธาน
ไม่ใช่เรื่องยาก หรือเสียค่าใช้จ่ายอะไรมากมาย จนเกินกำลังของสถานประกอบการ ที่จะช่วยกันดูแลลูกจ้างในเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ทั้งอนาคตอันใกล้นี้ จะมีมาตรฐานไอเอสโอ 26000 เกี่ยวกับความคุ้มครองด้านสิทธิมนุษยชน จะเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งหากใครผ่านมาตรฐานเอเอสโอ ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในเกณฑ์มาตรฐานนี้ด้วย
โรคเอดส์ในประเทศไทยนั้นปกติก็เป็นสายพันธุ์ที่มีความรุนแรงมากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หากผู้ติดเชื้อไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี อาจเกิดการข้ามสายพันธุ์ หรือมีการกลายพันธุ์ขึ้น ก็จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น การป้องกันคือวิธีการที่ดีที่สุดที่จะไม่เจอกับมหันตภัยร้ายนี้
กษิดิ์ กานตา



