ข่าว

ผลงานครึ่งปีหลังตัวตัดสิน

ผลงานครึ่งปีหลังตัวตัดสิน

08 ส.ค. 2552

ผ่านไปแล้วสำหรับการแถลงผลงานของรัฐบาล ชาวบ้านทั่วไปไม่ได้ตื่นเต้น และไม่มี “เซอร์ไพรส์” เมื่อรู้ๆ กันอยู่ว่าการทำโพลล์ประเมินก่อนหน้านี้มีทั้งสอบตก สอบผ่านแบบเฉียดฉิว ขึ้นอยู่กับว่าใครทำ และมีคำถามอย่างไร

 คำถามเป็นตัวกำหนดทิศทางของคำตอบ จะให้ดูดี หรือร้ายก็ได้เช่นกัน ดังนั้นการทำโพลล์จึงเป็นการสำรวจความคิดเห็นของคนกลุ่มหนึ่ง จะใช้แทนค่าเฉลี่ยได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับกลุ่มคนที่ตอบคำถามเช่นกันว่ารู้เรื่องหรือไม่

 เอาเถอะ! เมื่อรัฐบาลบอกว่ามีผลงานและทำได้ดีที่สุดท่ามกลางสถานการณ์ไม่ปกติ มีทั้งปัญหาและวิกฤติระดับปานกลางและรุนแรง เกือบเป็นมิคสัญญี สงครามกลางเมือง เมื่อควบคุมได้ ถือว่าเป็นความสำเร็จ

 จากนี้ไปรัฐบาลจะทำอย่างไร อยู่แบบนี้พร้อมกับคณะรัฐมนตรีหน้าเดิม มีผลงานปานกลางจนย่ำแย่ โหลยโท่ย ห่วยแตก หรือจะปรับเปลี่ยนอย่างจริงจัง ขึ้นอยู่กับการตระหนักถึงความจำเป็น และการกล้าตัดสินใจของผู้นำ

 มาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ และจะต้องเลือกทางเดิน!

 ถ้าไม่เปลี่ยนแปลง ย่อมทำนายผลลัพธ์ได้ว่าจะเกิดอะไร ถ้าชาวบ้านเห็นว่าอนาคตไม่ดีขึ้น จมปลักอยู่กับปัญหาซึ่งขาดคนไร้ความสามารถแก้ไข

 ผู้นำรัฐบาลขยัน ซื่อสัตย์ มีเจตนาดีอย่างไรก็อยู่ลำบาก เหมือนเป็นหัวหน้าวงดนตรี ลูกวงเล่นกันไปคนละทาง ไม่ประสานกัน คนฟังก็โห่ขับไล่

 การเมืองแบบพรรคผสมกัน อยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์เพื่อการจัดสรร ประชาชนมาทีหลัง ทำให้ผู้นำรัฐบาลต้องเหนื่อยกว่าปกติ

 นอกจากต้องระวังรัฐมนตรีร่วมพรรค ต่างพรรค จ้องหารายได้พิเศษ เสี่ยงกับข้อครหาเรื่องการทุจริต ประพฤติมิชอบแล้ว ยังต้องระวังฝ่ายค้านและพวกจ้องหาเรื่อง ล้มรัฐบาลทุกวิธี โดยไร้จิตสำนึกรับผิดชอบบ้านเมือง

 ต้องยอมรับว่ารัฐบาลเผชิญปัญหารุนแรงทุกด้านอย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อน เช่นวิกฤติเศรษฐกิจมีต้นตอจากการล่มสลายของสถาบันการเงิน อุตสาหกรรมในสหรัฐ แล้วลามไปสู่ทวีปอื่นๆ ไทยไม่พ้นจากการเป็นเหยื่อ

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด เมื่อไข้หวัดมรณะคุกคามประชากรโลก ติดเชื้อ เจ็บป่วย ล้มตาย ความพยายามสกัดการแพร่ระบาดยังไม่ประสบผลสำเร็จ
แน่นอน! วิกฤติต่างๆ จะบรรเทาหรือเลวร้าย ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของคณะรัฐมนตรี ว่าจะกำกับดูแลกลไกของรัฐ หน่วยงานราชการให้ทำงานด้วยประสิทธิภาพ หรือไม่เป็นงาน ปล่อยให้เป็นไปตามบุญตามกรรม

เมื่อสไตล์การทำงาน ความขยันขันแข็งในช่วงครึ่งปีแรกส่งผลไม่เต็มร้อย รัฐบาลต้องยอมรับสภาพ และประเมินทิศทาง รูปแบบการบริหารใหม่
ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า นักการเมืองทั้งหลายซึ่งรับผิดชอบหน่วยงานต่างๆ มีความตั้งใจทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง หรือผลประโยชน์ส่วนตน
นายกรัฐมนตรีต้องประเมินตัวเองเช่นกันว่าที่ผ่านมานั้นส่วนใหญ่ ใช้เวลาทำอะไร ส่วนไหนมากไป หรือน้อยไป จัดลำดับความสำคัญเร่งด่วนถูกต้องหรือไม่ เมื่อเทียบกับสถานการณ์ และต้องปรับอย่างไร

ทั้งหมดนี้จะเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จ ปานกลาง หรือล้มเหลว ไม่ใช่เฉพาะตัวเองเท่านั้น แต่เป็นผลโดยตรงต่ออนาคตบ้านเมือง
ที่ผ่านมารัฐบาลเสียเวลากับการนัวเนียมากเกินไปกับคนหนีคุก ปล่อยให้ป่วนเมืองด้วยคำพูด พฤติกรรมติดลบสารพัด ก่อหวอดให้ม็อบหิวเงินก่อจลาจล เผาบ้านเผาเมือง ยกพวกไล่ฆ่าคนกลางเมืองอย่างอำมหิต

จะไม่ใส่ใจก็ทำไม่ได้ เพราะการป่วนเมืองมีทุกระยะ และวันที่ 17 เดือนนี้ก็จะมีกิจกรรมซึ่งสังคมวิญญูชนชี้ให้เห็นว่าไม่เหมาะสม แต่พวกแกนนำหัวกะโหลกหนา ล่ารายชื่อเพื่อเร่งเพิ่มความร่ำรวย ทำตัวหยาบด้าน แกล้งเซ่อ

เมื่อการเมืองนอกเกมปกติมุ่งเน้นการทำลาย ล้มล้างกัน บ้านเมืองย่อมไร้ความสุข ประชาชนเป็นทุกข์ เพราะนักการเมืองไม่ยอมรับกติกา
ปัญหาคนหนีคุกยังจะเป็นตัวทำลายความพยายามบริหารบ้านเมืองต่อไป จนกว่าจะเอาตัวมาเข้าคุกได้ ล่าสุด กระทรวงการต่างประเทศเริ่มบีบหนัก ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อตีวงบังคับให้เคลื่อนไหวได้น้อยลง

แต่ไม่ง่าย เพราะคนหนีคุกยังคุยว่าจะไปลงทุนทำเหมืองเพชร เหมืองทอง สร้างวิมานในอากาศให้คนรู้เท่าไม่ถึงการณ์ให้ตกเป็นเหยื่อ
เมื่อรัฐบาลแถลงผลงานว่าบ้านเมืองผ่านช่วงเลวร้ายไปแล้ว เศรษฐกิจผ่านจุดต่ำสุด มีแต่จะดีขึ้น ย่อมเป็นการเตือนว่าจากนี้ไปการบริหารบ้านเมืองจะอ้างอุปสรรคต่างๆ จนทำให้ผลงานย่ำแย่กว่าเดิมอีกไม่ได้แล้ว

การเพิ่มความเชื่อมั่นเป็นประเด็นสำคัญ จะเริ่มได้หากปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี ระดมคนดีมีฝีมือเข้ามาช่วยกันฟื้นฟูบ้านเมือง ถ้าสำเร็จ ต่อให้คนหนีคุกโฟนอิน พ่นสารคัดหลั่ง น้ำลายเปื้อนพิษ 24 ชั่วโมง ก็ไร้ผลนิ ! อิอิอิ !!!