
ระทึก!รถเก๋งพุ่งชนศาลพระพรหมแยกราชประสงค์
ระทึก!รถเก๋งพุ่งชนศาลพระพรหมแยกราชประสงค์ เบื้องต้นมีผู้บาดเจ็บ 6 ราย 'ศานิตย์'ยันอุบัติเหตุธรรมดา
เมื่อเวลา 20.15 น. วันที่ 22 กรกฎาคม ร.ต.อ.ภาสกร กันจู รองสารวัตร(สอบสวน)สน.ลุมพินี รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุรถยนต์พุ่งชน บริเวณศาลพระพรหม สี่แยกราชประสงค์ ถนนราชดำริ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กทม. ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ ก่อนรุดตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ทหาร และกู้ชีพหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน
ที่เกิดเหตุภายในศาลพระพรหม พบรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นโซลูน่า สีฟ้า หมายเลขทะเบียน พร 915 กรุงเทพมหานคร พุ่งชนรั้วกั้นทางเท้าจนพังเสียหาย ส่วนรถเกยขึ้นมาบริเวณลานพื้นที่ศาลพระพรหม โดยมีนางคนึงนิจ เตโชฬาร อายุ 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 55 ซ.เฉลิมพระเกียรติ ร.9 ซ.7 แขวงหนองบอน เขตประเวศ กทม. เป็นผู้ขับขี่สภาพชักเกร็งฟุบอยู่กับพวงมาลัยรถ ถูกนำตัวส่งรพ.กรุงเทพคริสเตียน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวน 5 ราย ประกอบด้วย 1.นายแจนโต้ เคอร์เนียวาน (Mr.Janto Kurniawan) อายุ 73 ปี ชาวอินโดนีเซีย นำส่ง รพ.จุฬาลงกรณ์ 2นางโรซิต้า เคอร์เนียวาน (Mrs.Rosita Kurniawan) อายุ 56 ปี ชาวอินโดนีเซีย นำส่ง รพ.จุฬาลงกรณ์ 3.นางอ๋อง เคย โถ (Mrs.Ong Cney Toe) อายุ 70 ปี ชาวสิงคโปร์ นำส่ง รพ.จุฬาลงกรณ์ 4.น.ส.อึ้ง เอียน เล็ง (Miss.Ng Ican Leng) อายุ 35 ปี ชาวสิงคโปร์ นำส่ง รพ.จุฬาลงกรณ์ และ 5.น.ส.ลีน่า บอง (Miss.Leena Bong) อายุ 81 ปี ชาวจีน นำส่ง รพ.ตำรวจ
ต่อมา เมื่อเวลา 21.20 น. พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.จารุวัฒน์ ไวศยะ พล.ต.ต.ธนพล สนเทศ รองผบช.น. พล.ต.ต.สมประสงค์ เย็นท้วม ผบก.น.5 พ.ต.อ.พรชัย ชลอเดช ผกก.สน.ลุมพินี และเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน(พฐ.) ร่วมกันตรวจสอบจุดเกิดเหตุ โดยใช้เวลาในการตรวจสอบประมาณ 20 นาที ก่อนจะออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน
พล.ต.ท.ศานิตย์ เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่การก่อการร้ายแน่นอน เป็นเพียงอุบัติเหตุ เพราะได้มีการประสานไปยังโรงพยาบาลที่นางคนึงนิจเข้ารับการรับการรักษา เบื้องต้นทราบว่ามีภาวะเส้นเลือดในสมองแตกเฉียบพลัน ซึ่งยังอยู่ระหว่างช่วยเหลือในห้องไอซียูอยู่ นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บ เป็นชาวอินโดนีเซีย จำนวน 2 ราย สิงคโปร์ จำนวน 2 ราย และชาวจีน 1 ราย โดยได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย 4 ราย เป็นแผลถลอกและศีรษะแตก และมี 1 ราย ได้รับบาดเจ็บหนักมีอาการขาหัก เบื้องต้นจะแจ้งข้อหาขับรถโดยไม่มีสติ เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บและทรัพย์สินทางราชการเสียหาย หลังจากนี้จะให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้ามาตรวจสอบที่เกิดเหตุ ซึ่งหลังจากตรวจสอบเสร็จสิ้น จะให้ประชาชนทั่วไปเข้ามากราบสักการะพระพรหมตามปกติ ส่วนการสอบสวนนางคนึงนิจ จะต้องรอให้พ้นขีดอันตรายก่อน ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการประสานกับแพทย์ที่ให้การรักษาถึงอาการอยู่ตลอด
จากการสอบสวนพยานเห็นเหตุการณ์เล่าว่า เห็นรถเก๋งคันดังกล่าวขับมาจากถนนพระราม 1 มุ่งหน้าแยกราชประสงค์ ก่อนจะเสียหลักพุ่งชนเข้ากับศาลพระพรหมบริเวณประตูด้านหน้า โดยชนเข้ากับเสากั้นขอบถนนของ กทม. เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่าสาเหตุน่าจะมาจากรถเสียหลักแหกโค้งมา และรถอาจใช้ความเร็วพอสมควร โดยผู้ขับขี่เกิดอาการลมชักกำเริบ อย่างไรก็ตามจะต้องนำตัวผู้ขับขี่รถคันดังกล่าว พร้อมเชิญพยานที่เห็นเหตุการณ์ไปสอบปากคำอย่างละเอียด รวมทั้งประสานตรวจสอบดูกล้องวงจรปิดบริเวณจุดเกิดเหตุ
ต่อมาเวลา 22.20 น. เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานได้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ โดยทางเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานได้เข้าตรวจสอบรถยนต์ที่พุ่งเข้าชนศาลท้าวมหาพรหมเพื่อเก็บดีเอ็นเอ และได้เก็บหลักฐานบริเวณโดยรอบที่เกิดเหตุ โดยใช้เวลาตรวจสอบประมาณ 30 นาที จากนั้นจะนำรถยนต์ไปตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งที่กองพิสูจน์หลักฐานกลาง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากเกิดอุบัติเหตุขึ้น ทางเจ้าหน้าที่ได้ช่วยกันลำเลียงผู้บาดเจ็บรีบนำส่งโรงพยาบาลใกล้เคียง ซึ่งหลังเกิดเหตุยังคงมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และประชาชนเข้าไปกราบสักการะศาลพระพรหมตามปกติ ประมาณ 30 นาที ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารจะกั้นพื้นที่ ให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ประชาชน และสื่อมวลชน ให้อยู่นอกเขตจุดเกิดเหตุ เพื่อความสะดวกในการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบหาสาเหตุที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ นอกจากนี้ยังมีคลิปจากกล้องวงจรปิดขณะเกิดที่เห็นลักษณะรถพุ่งชนเข้าไปแล้วพยายามถอยออกมา จนมีการตั้งข้อสังเกตว่าหากคนขับช็อคหมดสติทำไมจึงสามารถถอยรถได้ กระทั่งได้รับการเปิดเผยจาก พล.ต.ท.ศานิตย์ ระบุว่า ได้สอบถามลูกสาวของคนขับรถคันเกิดเหตุ โดยลูกสาวเป็นผู้เข้าเกียร์ถอยเอง เนื่องจากเกรงว่าคนที่ถูกรถชนอยู่ด้านหน้าจะได้รับอันตรายถึงชีวิต จึงต้องถอยรถออกเพื่อความปลอดภัย ไม่ใช่ผู้เป็นแม่ที่หมดสติเป็นคนขับถอยออกมาเองแต่อย่างใด
.......................
(หมายเหตุ : ขอบคุณภาพจากหน่วยกู้ภัย)



