เร่งวางกรอบรับมือกระแส ฟินเทค
รัฐ-เอกชนระดมสมองรับกระแส ฟินเทค คลังชี้ต้องวางกรอบดูแลไม่ให้เกิดความเสียหาย ด้าน ธปท.พร้อมเปิดโมเดลสนามทดลองการก้าวสู่ยุค ฟินเทค
นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเปิดการประชุมหารือร่วมกำหนดทิศทางการใช้เทคโนโลยีการเงิน ( ฟินเทค ) ของชมรม ฟินเทค แห่งประเทศไทย ว่า การที่ภาคเอกชน 50 บริษัท รวมตัวกันจัดตั้งชมรมดังกล่าวเป็นเรื่องที่ดี เพราะประเทศไทยอยู่ในช่วงของการพัฒนา ฟินเทค ซึ่งเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก ภาครัฐต้องดูแลให้ทั่วถึง เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย โดยที่ผ่านมาในต่างประเทศ ฟินเทค มีทั้งกรณีที่สร้างประโยชน์ และกรณีที่ล้มเหลว เช่น การฉ้อโกงหลอกลวงประชาชน ทำให้มีผู้เสียหายจำนวนมาก ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องดูแลให้ดี
ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจจะดูแล ฟินเทค ในลักษณะของการกู้ยืมรายต่อราย (P2P lending) ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ดูแล ฟินเทค ในลักษณะการระดมทุนหรือร่วมทุนจากมวลชน (crowdfunding) ซึ่งมีขนาดระดมทุนที่ไม่ใหญ่เกินไป พร้อมประเมินความเสี่ยงให้นักลงทุน เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายและดูแลได้อย่างทั่วถึง
“ความได้เปรียบของไทยด้านตลาดเงินและตลาดทุนที่มีขนาดใหญ่ เศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง การมีผู้ใช้สมาร์ทโฟนจำนวนมาก เชื่อว่าจะทำให้ ฟินเทค ในไทยก้าวหน้าไปได้ โดยไทยต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ที่สำเร็จและล้มเหลวจากต่างประเทศนำมาปรับใช้ แบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ผู้บริโภค เอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ ได้ประโยชน์จากการเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ขณะที่นักลงทุนและรายย่อยก็มีทางเลือกในการลงทุน แต่ต้องมีการพัฒนาหาความรู้ด้านการลงทุนด้วยเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงิน” นายวิสุทธ์ กล่าว
ด้านนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ธปท.พร้อมให้การสนับสนุนให้เกิดระบบ ฟินเทค รายใหม่ๆ โดยสิ่งที่อยากจะเห็นจากระบบ ฟินเทค คือ การลดต้นทุนระบบการชำระเงินของไทยให้ถูกลง มีช่องทางเข้าถึงระบบการชำระเงินที่สะดวก มีราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม และมีโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินที่เหมาะสม
“สิ่งที่ ธปท.ดำเนินการ คือ พยายามผลักดันเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงินได้มากขึ้น โดยเฉพาะรายย่อย รวมทั้งการเข้าถึงสินเชื่อด้านต่างๆ เพราะปัจจุบันประชาชนไทยและธุรกิจยังมีปัญหาในการเข้าถึงราคาที่เป็นธรรม จึงอยากเห็น ฟินเทค เข้ามามีบทบาทมากขึ้น และจะต้องไม่ซ้ำเติม หรือก่อหนี้ที่ไม่จำเป็น” นายวิรไท กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้พบว่าเป็นปีแรกที่สถาบันการเงินขออนุญาตปิดสาขามากกว่าเปิดสาขา สะท้อนการเปลี่ยนแปลงว่าสถาบันการเงินต้องการลดต้นทุน และนำเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับในปีนี้ที่อัตราดอกเบี้ยระบบการเงินโลกจะอยู่ต่ำอีกนาน ส่งผลให้ผู้ออมแสวงหาผลิตภัณฑ์อื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ดังนั้น ผู้ประกอบการจะมีการแข่งขันในการลดต้นทุนการให้บริการอื่นๆ เพื่อเป็นแรงจูงใจดังกล่าว
นอกจากนี้ ธปท. อยู่ระหว่างศึกษาโมเดลระบบทดสอบที่มีความปลอดภัย (Regulatory Sandbox) เพื่อเป็นแนวทางในการกำกับดูแล ซึ่งเป็นที่นิยมใช้ของต่างชาติ เช่น สิงคโปร์ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ดูแล ฟินเทค ในไทย รวมถึงขอให้ชมรม ฟินเทค ฯ รับ ธปท.เป็นสมาชิก เพื่อร่วมเป็นสมาชิกในการส่งเสริมและสนับสนุนด้วย
ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานชมรม ฟินเทค แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การจัดตั้งชมรมฯ เพื่อขับเคลื่อน ฟินเทค ในประเทศไทยและประชาสัมพันธ์ให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของอุตสาหกรรม ฟินเทค ในการเป็นเครื่องมือสนับสนุนตลาดการเงินของประเทศไทย โดยมีเป้าหมาย 4 ข้อ คือ 1. ลดต้นทุนการทำธุรกรรมทางการเงิน 2. ให้คนไทยเข้าถึงบริการทางการเงิน 3. ส่งเสริมให้การแข่งขันในระบบการเงินโปร่งใสเป็นประโยชน์แก่รายย่อยและเอสเอ็มอี และ 4. ส่งเสริมผู้ประกอบการทางการเงินให้แข่งขันได้ในระดับโลก
ขณะที่นายสุทธิชัย หยุ่น ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารและกองบรรณาธิการ เครือเนชั่น กรุ๊ป กล่าวว่า เห็นด้วยที่ผู้ประกอบธุรกิจการเงินในไทยต้องร่วมมือในการจับจุดแข็งมาพัฒนาธุรกิจ ฟินเทค เพราะหากไม่ร่วมมือกันภายในไม่ถึง 5 ปี ธุรกิจการเงินของไทยจะได้รับผลกระทบ ยกตัวอย่าง ภายในระยะเวลาดังกล่าว เฟซบุ๊ก อาจเข้าถึงธุรกิจการเงินของไทย โดยปัจจุบันรายได้โฆษณาของสื่อไทยราว 70 - 80% ตกอยู่ในมือเฟซบุ๊กและกูเกิล



