
จัด300ล้าน!สร้างเข้มแข็งสหกรณ์-เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม!
ก.เกษตรฯ หนุนสร้างความเข้มแข็งสหกรณ์และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม จัด 300 ล้านบาท เน้นปรับโครงสร้างผลิต พร้อมวางสหกรณ์โคนมไทยมิลค์สหกรณ์ต้นแบบ
พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรงเกษตรและสหกรณ์ได้สนับสนุนและสร้างความเข้มแข็งให้กับพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและสหกรณ์ให้สามารถดำเนินธุรกิจโคนมอย่างยั่งยืน โดยปรับโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตรและการลดต้นทุนการผลิตตาม “โครงการเพิ่มประสิทธิภาพและผลผลิตน้ำนมโคครบวงจร ระยะที่ 1” เพื่อร่วมกันพัฒนาอาชีพโคนมของกลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์ให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้เลือกสหกรณ์โคนมไทยมิลค์ จำกัด เป็น 1 ใน 3สหกรณ์ต้นแบบที่เข้าร่วมโครงการเนื่องจากมีผลสัมฤทธิ์จากการดำเนินงานตามเป้าหมายการปรับโครงสร้างการผลิตและลดต้นทุนการผลิตน้ำนมโคของเกษตรกร
พลเอก ฉัตรชัย กล่าวอีกว่า การปรับโครงสร้างการผลิตโคนมของสหกรณ์โคนมไทยมิลค์ เป็นไปแนวคิด “เกษตรแปลงใหญ่ด้านปศุสัตว์” โดยเกษตรกรร่วมกันบริหารจัดการการผลิตแปลงหญ้าขนาดใหญ่กว่า 1,200 ไร่ พร้อมทั้งมีการนำเทคโนโลยีเครื่องจักรกลขนาดใหญ่มาใช้ในแปลงหญ้าขนาดใหญ่ ภายใต้แนวคิด Motor Pool เพื่อลดต้นทุนกผลิต แก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคเกษตรและปศุสัตว์ เพิ่มคุณภาพการผลิตอาหารสัตว์แก่โคนมให้เพียงพอ การเพิ่มปริมาณผลผลิตน้ำนมโคเพื่อนำไปสู่การแปรรูปผลิตภัณฑ์นมและจำหน่ายไปยังตลาดโดยสหกรณ์เอง
โดยผลสำเร็จ คือสหกรณ์สามารถผลิตน้ำนมดิบเพิ่มขึ้น 15 ตันต่อวัน จากเดิมที่ผลิตน้ำนมดิบได้ 125 ตันต่อวัน เพิ่มขึ้นเป็น 140 ตันต่อวัน ทำให้มีรายได้เพิ่มจากการขายน้ำนมดิบเพิ่มกว่า 100 ล้านบาทต่อปี อีกทั้ง สหกรณ์จะสามารถผลิตหญ้าและอาหารหยาบคุณภาพดีไม่น้อยกว่า 2,000 ตัน/ปี ผลิตอาหารผสมสำเร็จครบส่วนไม่น้อยกว่า 10,000 ตัน/ปี และผลิตโคสาวคุณภาพดี จำนวน 1,000 ตัว/ปี
ด้าน นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า สหกรณ์ไทยมิลค์ จำกัด ได้ดำเนินโครงการภายใต้กิจกรรมหลัก 5 กิจกรรม คือ
1.ปรับปรุงโครงการฟาร์มโคนมของเกษตรกร โดยติดตั้งระบบรีดนม และระบบถังเก็บนมพร้อมเครื่องทำความเย็น เพื่อพัฒนาคุณภาพการผลิตน้ำนมโคตามมาตรฐานฟาร์มโคนม
2.จัดตั้งศูนย์ผลิตอาหารโคนม และการทำแปลงหญ้าขนาดใหญ่ พร้อมทั้งสหกรณ์ได้จัดส่งอาหารให้ถึงฟาร์มของเกษตรกรโดยตรงทำให้ช่วยลดต้นทุนผลิต
3.จัดฟาร์มโคสาวทดแทนรวมของสหกรณ์ โดยเกษตรกรส่งลูกโคหย่านมมาเลี้ยงรวมกันที่ฟาร์มโคสาวทดแทนของสหกรณ์ เพื่อลดต้นทุนการเลี้ยงลูกโค
4.ปรับปรุงการขนส่งน้ำนมดิบเพื่อลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ โดยสหกรณ์จะรับน้ำนมดิบถึงหน้าฟาร์มของเกษตรกร ทุก 2-3 วัน จากเดิมที่เกษตรกรต้องมาส่งนมที่สหกรณ์เองทุกวัน ซึ่งจะทำให้น้ำนมดิบถูกเก็บรักษาในอุณหภูมิที่เหมาะสมตลอดเวลา มีคุณภาพดี และ
5.จัดตั้งหน่วยพัฒนาสุขภาพและผลผลิตโคนม ระหว่างกรมปศุสัตว์ร่วมกับสหกรณ์ โดยจะมีสัตว์แพทย์ 70 คน จัดเป็น 35 ชุด เพื่อให้บริการดูแลสุขภาพโคนมของเกษตรกรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของน้ำนมดิบให้มีมาตรฐานสากล
อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ กำลังดำเนิน “โครงการเพิ่มประสิทธิภาพและผลผลิตน้ำนมโคครบวงจร ระยะที่ 2” มีสหกรณ์โคนมกว่า 20 แห่ง สนใจที่จะขอเข้าร่วมโครงการ โดยกรมส่งเสริมฯจะถอดบทเรียนการดำเนินงานของสหกรณ์โคนมไทยมิลค์เป็นต้นแบบการดำเนินงานเพื่อให้สหกรณ์ที่สนใจได้เข้ามาศึกษาและนำไปปรับใช้ ทั้ง ยังมีอีก 2 สหกรณ์ที่กำลังดำเนินโครงการ “เกษตรแปลงใหญ่ด้านปศุสัตว์”
ขณะนี้มีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 70% คือสหกรณ์โคนมปากช่องและสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น นอกจากนี้ รัฐบาลได้สนับสนุนเงินกู้ ผ่าน ธ.ก.ส. กว่า 300 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนเกษตรกรและสหกรณ์ในด้านเทคนิควิชาการการเลี้ยงโคนมและการบริหารจัดการธุรกิจสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป



