ข่าว

แรงงานหายาก ค่าจ้างสูง! เกษตรกรใช้สารกำจัดวัชพืชเพิ่ม!

แรงงานหายาก ค่าจ้างสูง! เกษตรกรใช้สารกำจัดวัชพืชเพิ่ม!

21 ก.ค. 2559

เกษตรกรหันใช้สารกำจัดวัชพืชเพิ่ม เพียง 6 เดือน นำเข้ากว่า 4 พันล้านบาท กรมวิชาการเกษตรเตือนอย่าใช้เกินอัตราที่แนะนำ ให้ใช้ตามหลักวิชาการ ได้ผล ช่วยลดต้นทุน

            นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เนื่องจากแรงงานค่อนข้างหายากและค่าจ้างแรงงานขยับตัวสูงขึ้น ทำให้เกษตรกรหันมาใช้สารกำจัดวัชพืชในไร่นาเพิ่มขึ้น เพราะง่ายและสะดวกกว่าการใช้แรงงานคน ส่งให้มีการนำเข้าปริมาณมาก โดยตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน 2559 ไทยนำเข้าสารกำจัดวัชพืชแล้วกว่า 51,347.43 ตัน มีปริมาณสารสำคัญ จำนวน 28,396.18 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 4,162.49 ล้านบาท

            ปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่มักใช้สารเคมีการเกษตรเกินอัตราที่แนะนำ และใช้ปริมาณมากเกินความจำเป็น 2-3 เท่า ทั้งยังพบว่า เกษตรกรหลายรายนำสาร 2-3 ชนิดมาผสมกันแล้วฉีดพ่น เพราะเกรงว่าใช้ชนิดเดียวจะไม่ได้ผล นอกจากจะสิ้นเปลืองและทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นแล้ว ยังมีโอกาสที่สารนี้ถูกชะล้างลงสู่ดิน แหล่งน้ำ น้ำใต้ดิน ทำให้เกิดการปนเปื้อนสะสมและกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ ขณะเดียวกันการผสมสาร 2-3 ชนิดฉีดพ่นในแปลงอาจเป็นพิษต่อพืชปลูกโดยทำให้พืชปลูกใบเหลือง ชะงักการเจริญเติบโต และตายได้ เกษตรกรจึงต้องเรียนรู้และพึงระวังใช้สารเคมีอย่างถูกวิธีและถูกต้องตามหลักวิชาการ
            นายสมชายแนะนำว่า เกษตรกรต้องใช้สารกำจัดวัชพืชอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ  คือ1.เลือกชนิดสารกำจัดวัชพืชให้ถูกต้องเหมาะสมกับวัชพืชและชนิดพืชที่ปลูก2.ใช้ในอัตราที่เหมาะสมตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร 3.ใช้ให้ตรงตามเวลา โดยต้องใช้สารกำจัดวัชพืชก่อนที่วัชพืชจะออกดอกและติดเมล็ด หรือความสูงของวัชพืชไม่เกิน 30 เซนติเมตร และ 4.มีวิธีการพ่นอย่างถูกต้อง โดยใช้หัวพ่นที่ใช้เฉพาะพ่นสารกำจัดวัชพืชเท่านั้น
          “โอกาสที่สารกำจัดวัชพืชจะตกค้างในผลผลิตทางการเกษตรมีน้อยมาก ไม่ว่าจะเป็นสารไกลโฟเสท พาราควอต และสารอาทราซีน เนื่องจากการใช้สารดังกล่าวไม่ได้ฉีดพ่นใส่พืชปลูกโดยตรง แต่ฉีดพ่นใส่ใบและต้นวัชพืชเท่านั้น ส่วนสารกำจัดวัชพืชที่สะสมในดิน สามารถที่จะแปรสภาพและย่อยสลายไปได้หลายทาง อาทิ ถูกน้ำชะล้าง สูญเสียโดยการระเหย สลายตัวด้วยแสงอัลตร้าไวโอเลต (UV) ถูกดูดยึดโดยอนุภาคของดินและย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ในดิน เป็นต้น” อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว
           อย่างไรก็ตาม อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวย้ำว่า เกษตรกรต้องตระหนักในการใช้สารเคมีการเกษตรทุกชนิด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสารพิษตกค้างในผลผลิตพืชผักและผลไม้เกินค่ามาตรฐานที่กำหนด ทั้งยังไม่ให้กระทบต่อพืชปลูก ลดการปนเปื้อนสะสมในดิน แหล่งน้ำ น้ำใต้ดิน เป็นอันตรายต่อสุขภาพประชาชนในพื้นที่ และเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม