
ชง ของบกลาง 183 ล้าน ซ่อมรถดับเพลิง-รถกู้ภัย
กทม.ชง ของบกลาง 183 ล้าน ซ่อมรถดับเพลิง-รถกู้ภัย ล็อตแรก 176 คัน ศาลนัดไกล่เกลี่ย “นามยงค์”นัดสุดท้าย 25 ก.ค. นี้
21 ก.ค.59-นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองปลัดกรุงเทพมหานคร(กทม.) กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบสภาพรถและเรือดับเพลิง กทม.มูลค่ารวม 6,687 ล้านบาท ภายหลังคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศตัดสินให้บริษัทสไตเออร์ฯ จ่ายเงิน 20.49 ล้านยูโร หรือประมาณ 800 ล้านบาทให้แก่กทม. โดยให้กทม.รับสินค้าทั้งหมด ว่า ภายหลังสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สปภ.) กทม. ได้ตั้งกรรมการขึ้นมา 35 คน เพื่อเข้าประเมินความเสียหายรถดับเพลิงและรถกู้ภัย 176 คันที่ถูกส่งมาเป็นล็อตแรกเมื่อปี 2549 ซึ่งจัดเก็บรักษาไว้ที่โกดังสินค้าของบริษัทเทพยนต์ แอโรโมทีฟ อินดัสตรีส์ ต.ไทรน้อย อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี อย่างละเอียด ซึ่งจากการประเมินงบประมาณการซ่อมแซมรถดับเพลิงและรถกู้ภัย 176 คัน ล็อตแรก ค่าซ่อมแซมอยู่ที่ 183 ล้านบาท ขณะนี้สปภ.อยู่ระหว่างจัดทำแผนการดำเนินการการนำรถดับเพลิงและรถกู้ภัย 176 คันในล็อตแรกออกมาใช้ เพื่อเสนอสำนักงบประมาณ ในการขอจัดสรรงบกลางจำนวน 183 ล้านบาท เพื่อนำมาจัดซ่อมรถดับเพลิงและรถกู้ภัย
"ในแผนดังกล่าวได้แบ่งรายละเอียดความเสียหายที่จะต้องทำการซ่อมแซม ออกเป็น 8 กลุ่ม ได้แก่ 1.รถดับเพลิงและรถบรรทุกน้ำ 2.รถปั่นไฟ 3.รถบรรทุกเครื่องช่วยหายใจและเครื่องอัดอากาศ 4.รถกู้ภัยขนาดเล็ก 5.รถกู้ภัยขนาดกลาง 6.รถกู้ภัยสารเคมี 7.รถบันไดความสูง 13 เมตร และ 8.รถไฟฟ้าส่อง นอกจากนี้ในแผนยังมีการกำหนดระยะเวลาการประกวดราคา การประกาศหาตัวผู้รับจ้าง การซ่อมแซม ตลอดจนการนำรถดับเพลิงและรถกู้ภัย ออกกระจายไปยังตามสถานีดับเพลิง 35 สถานี และสถานีดับเพลิงย่อยอีก 12 สถานีต่อไป"นายจักกพันธ์ุ กล่าว
นายจักกพันธ์ุ กล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้าการขอยกเว้นอากรและภาษีมูลค่าเพิ่มรถและเรือดับเพลิงนั้น ขณะนี้กทม.อยู่ระหว่างเจรจากับกรมศุลลากร เพื่อขอยกเว้นอากรและภาษีมูลค่าเพิ่มรถและเรือดับเพลิง โดยได้ประมาณการค่าอากรและภาษีมูลค่าเพิ่ม ในเบื้องต้นจะอยู่ประมาณ 2,175 ล้านบาท ซึ่งเป็นยอด ณ วันที่ 30 เม.ย.2559 แบ่งเป็น4 สถานที่ ได้แก่ 1.โกดังสินค้าของบริษัท เทพยนต์ แอโรโมทีฟ อินดัสตรีส์ ต.ไทรน้อย อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี เป็นสถานที่เก็บรักษารถดับเพลิงและรถกู้ภัย 176 คัน ที่ถูกส่งมาเป็นลอตแรกเมื่อปี 2549 จะต้องเสียค่าอากร 355 ล้านบาท เบี้ยปรับ 437 ล้านบาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 233 ล้านบาท และ เงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม 431 ล้านบาท 2.ท่าเรือแหลมฉบัง แยกเป็นรถดับเพลิง 67 คัน รถดับเพลิงบรรทุกน้ำขนาด 1 หมื่นลิตร 72 คัน ซึ่งตามสัญญา กทม.จะต้องเป็นผู้รับภาระ โดยมีบริษัท นามยงค์ เทอร์มินัล จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดูแล จะต้องเสียค่าอากร 251 ล้านบาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 193 ล้านบาท ยังไม่รวมเบี้ยปรับ
นายจักกพันธ์ุ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ 3.คลังเก็บสินค้าของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นสถานที่เก็บอะไหล่และอุปกรณ์ต่างๆ 3 หีบห่อ จะต้องเสียค่าอากรและภาษีมูลค่าเพิ่ม จำนวน 471,122 บาท ส่วนที่ 4.ท่าเรือกรุงเทพ คลองเตย เป็นสถานที่เก็บรักษาอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย เป็นชุดดับเพลิงออกปฏิบัติการ ชุดดับเพลิงเคมี เครื่องช่วยหายใจจำนวน 350 ชุด เครื่องอัดอากาศเครื่องช่วยหายใจจำนวน 5 ชุด และอะไหล่อุปกรณ์อื่นๆ จำนวน 2 ตู้คอนเทนเนอร์ มีค่าอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม จำนวน 73,100,645 บาท อย่างไรก็ตามกรณีบริษัท นามยงค์ เทอร์มินัล จำกัด (มหาชน) ได้ทำหนังสือยืนยันค่าเช่าที่จอดรถดับเพลิงที่ท่าเรือแหลมฉบัง เป็นจำนวน 809 ล้านบาทนั้น ศาลแพ่งได้นัดไกล่เกลี่ยเจรจาค่าเช่า คาดว่าเป็นครั้งสุดท้ายในวันที่ 25 ก.ค.นี้.



