ข่าว

ปฏิรูปตำรวจ ลอตแรก 514 สถานี

ปฏิรูปตำรวจ ลอตแรก 514 สถานี

20 ก.ค. 2559

“พงศพัศ” ย้ำใครขัดขวาง ปฏิรูปตำรวจ เห็นผลช่วงโยกย้ายใหญ่ ระบุ งานสอบสวน - การบังคับใช้ ก.ม.เป็นเรื่องเร่งด่วน ประเดิม 514 สถานี เสร็จใน 1 ปี


               20 ก.ค. 59  พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์รายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ ทางสถานีโทรทัศน์สปริงนิวส์ ถึงการ ปฏิรูปตำรวจ ว่า เรารู้ว่าตำรวจถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง เราตระหนักตัวเราเอง เราต้องทำด้วยตัวเอง จะปล่อยให้คนอื่นมาทำไม่ได้ เราต้องทำของเราเอง ส่วนที่บอกว่าใครขวางเด้ง เป็นเรื่องที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. บอกว่า กลไกหรือกระบวนการขับเคลื่อน ตำรวจทุกคนต้องร่วมมือร่วมไม้กัน ตำรวจคนเดียวหากมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนอย่างนี้อยู่ไม่ได้ ใครที่ไม่คิดปรับตัว หรือไม่คิดทำในทางที่ถูก ไม่รู้บทบาทหน้าที่ ทำนอกลู่ ถือว่าท่านเป็นส่วนหนึ่งของการขัดขวางการปฏิรูปตำรวจ ไม่ว่าท่านจะเป็นใคร เป็นหน้าที่ตำรวจทุกคนที่ดำเนินการตามนี้

               ส่วนที่ถามว่า ข่าวเรื่องการปฏิรูปตำรวจที่ปรากฏในช่วงนี้ เนื่องจากต้องการกลบข่าวตำรวจฉาว พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวว่า เป็นการตอบสนองต่อสิ่งที่ตำรวจกำลังทำไม่ดี เพราะใช้กลไกดำเนินการกับตำรวจที่ทำไม่ถูก ตอนนี้เรากำลังเข้าวาระแต่งตั้งใหญ่ประจำปี ช่วงนี้หากมีตำรวจคนใดที่ประพฤติผิด เราจะเห็นการโยกย้ายแน่นอน

 

เร่งปฏิรูปงานสอบสวน - การบังคับใช้กฎหมาย ลอตแรก 514 สถานี เสร็จใน 1 ปี

               พล.ต.อ.พงศพัศ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานขับเคลื่อนและประสานงานการปฏิรูปองค์กรตำรวจ กล่าวถึงการปฏิรูปองค์กรตำรวจ 10 ประเด็น ว่า จะดำเนินการไปพร้อมกัน เปรียบเสมือนขบวนรถไฟ 10 โบกี้ ตอนนี้ออกเดินทางจากสถานีแรกแล้ว โดยมี ผบ.ตร.เป็นผู้นำขบวนปฏิรูปให้ถึงปลายทาง มีทั้งสถานีเร่งด่วน 1 ปี สถานีกลางทาง 5 ปี และสถานีสุดท้ายเมื่อครบ 20 ปี โดยข้าราชการตำรวจทุกนายและในทุกระดับที่อยู่ร่วมขบวนการปฏิรูปนี้ ต้องร่วมดำเนินการอย่างเต็มที่ และหากผู้ใดไม่ใส่ใจดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปในการทำหน้าที่ของตนเองหรือการปฏิรูปกระบวนการในการทำงานให้ถูกต้องชอบธรรมตามกฎหมาย หรือระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ถือว่าเป็นผู้ขัดขวางการปฏิรูป ซึ่งจะถูกพิจารณาดำเนินการ

               พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวว่า การปฏิรูปสำคัญและเป็นที่จับตาของสังคมและประชาชน ที่ต้องเร่งทำให้เป็นรูปธรรมคือ งานสอบสวนและการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งระยะเร่งด่วนต้องแล้วเสร็จใน 1 ปี เพราะที่ผ่านมา งานสอบสวนของสถานีตำรวจที่จำนวนมากหลายคดี แต่พนักงานสอบสวนไม่เพียงพอ ทำให้ล่าช้า และบางสำนวนบกพร่อง ขาดการเอาใจใส่ดูแลจากผู้บังคับบัญชา รวมทั้งขาดทีมงานด้านการสืบสวน การพิสูจน์หลักฐาน และงานนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นงานสำคัญต่อการอำนวยความยุติธรรมในเบื้องต้น ซึ่งทั้งหมดต้องดำเนินการควบคู่ไปตั้งแต่รับแจ้งความ

               “สำหรับสถานีตำรวจที่จำเป็นจะต้องปฏิรูประบบการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายในระยะเร่งด่วน 1 ปี มีจำนวนทั้งสิ้น 514 แห่ง เป็นสถานีตำรวจในสังกัด บช.น. จำนวน 30 แห่ง บช.ภ.1 จำนวน 54 แห่ง บช.ภ.2 จำนวน 65 แห่ง บช.ภ.3 จำนวน 60 แห่ง บช.ภ.4 จำนวน 77 แห่ง บช.ภ.5 จำนวน 37 แห่ง บช.ภ.6 จำนวน 32 แห่ง บช.ภ.7 จำนวน 32 แห่ง บช.ภ.8 จำนวน 60 แห่ง บช.ภ.9 จำนวน 39 แห่ง และ ศชต. จำนวน 28 แห่ง โดยทั้งหมดจะต้องจัดชุดพนักงานสอบสวนแบบบูรณาการและพื้นที่รับแจ้งความแบบเสร็จสิ้น ณ จุดเดียว เพื่อคอยให้บริการแก่ประชาชนและรับผิดชอบทำสำนวนการสอบสวนด้วยความถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม เกิดความเท่าเทียม และสร้างความไว้วางใจให้กับคู่กรณีในการดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ ที่จะต้องเป็นไปด้วยความโปร่งใส โดยชุดพนักงานสอบสวนแบบบูรณาการจะต้องมีพนักงานสอบสวนหัวหน้าทีม 1 นาย พนักงานสอบสวนประจำทีม 2 นาย ฝ่ายสืบสวน 2 นาย ผู้ช่วยพนักงานสอบสวน 2 นาย รวมทั้งทีมสนับสนุนที่เป็นเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน นิติวิทยาศาสตร์ เสมียนคดี วัสดุอุปกรณ์ และยานพาหนะ ทั้งนี้ เพื่อให้กระบวนการรับแจ้งความ การสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน และการมีความเห็นทางคดีเป็นไปด้วยความบริสุทธ์ยุติธรรมอย่างแท้จริง”

               พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวว่า สำหรับสถานีตำรวจที่เหลืออีก 982 แห่ง จะมีการปฏิรูปไปพร้อมๆ กัน แต่ได้กำหนดกรอบระยะเวลาให้แล้วเสร็จภายในกำหนด 5 ปี โดยในระหว่างที่มีการปฏิรูปการจัดชุดพนักงานสอบสวนแบบบูรณาการนั้น ก็จะมีการปฏิรูปและพัฒนาตัวพนักงานสอบสวนไปพร้อมๆ กัน โดยจะมีการฝึกอบรมที่เน้นไปในเรื่องขององค์ความรู้ ทางด้านกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ รวมทั้งการประพฤติปฏิบัติตนตามแนวทางที่ถูกต้องต่อการเป็นพนักงานสอบสวนที่ดีมีคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณของพนักงานสอบสวนอย่างครบถ้วนต่อไป