
ขุด"คลองลัด"ตัดปะเหลียน ลดน้ำท่วมเมือง"ย่านตาขาว"
โดย - โต๊ะข่าวเกษตร
ไม่ปฏิเสธว่าการระบายน้ำในแม่น้ำ ลำคลองเริ่มประสบปัญหาระบายได้น้อยลง และช้าลง เนื่องจากมีการบุกรุกพื้นที่ลำน้ำ การปิดกั้นทางน้ำ ลำราง การใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อก่อสร้างอาคารมากขึ้นตามการขยายตัวของประชากร และกลายเป็นสิ่งกีดขวางทางน้ำโดยปริยาย จึงไม่แปลกที่เมื่อน้ำหลากก็มักท่วมเมืองเสมอ เพราะระบายน้ำไม่ทัน
อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง ไม่ได้พ้นกฎเกณฑ์นี้ และมีสภาพน้ำท่วมเมืองมายาวนาน และถี่ขึ้น เห็นได้จากในช่วง 37 ปีที่ผ่านมา มีน้ำท่วมใหญ่ย่านตาขาวถึง 7 ครั้งปี 2518 2520 2524 2531 2548 2553 และ 2554 โดยมีลำน้ำสายหลักที่ไหลผ่านคือ คลองปะเหลียน ซึ่งมีแหล่งกำเนิดอยู่บนเทือกเขานครศรีธรรมราชหรือเทือกเขาบรรทัด ไหลผ่าน อ.ปะเหลียน เข้าสู่ อ.ย่านตาขาว และออกสู่ทะเลอันดามัน เคยมีแนวความติดขุดลอกคลองปะเหลียนตอนล่าง ตั้งแต่ อ.ย่านตาขาว จนถึงปากแม่น้ำออกสู่ทะเล เพื่อให้ระบายน้ำได้เร็วขึ้น แต่ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีชุมชนหนาแน่น และราษฎรคัดค้านจนต้องปรับแผนมาเป็นการขุดคลองลัดตัดยอดน้ำคลองปะเหลียนที่ไหลผ่านเมืองย่านตาขาวแทน
ณรงค์ ลีนานนท์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เผยว่า หลักการของโครงการบรรเทาอุทกภัย อ.ย่านตาขาว คล้ายคลึงกับโครงการบรรเทาอุทกภัยของเมืองหาดใหญ่ เมืองจันทบุรี และเมืองพัทลุง คือการขุดคลองลัดตัดยอดน้ำที่ไหลเข้าตัวเมือง เพื่อไม่ให้ไหลบ่าท่วมเมือง ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจสำคัญของอำเภอ และคาดหมายว่า ในอนาคตเมืองในจังหวัดต่างๆ จะเผชิญปัญหาน้ำท่วมเมืองมากขึ้น
“คลองลัดจะช่วยแบ่งเบาปริมาณน้ำที่จะไหลบ่าเข้าไปท่วมเมือง ซึ่งมีขีดความสามารถในการรองรับปริมาณน้ำได้น้อยลงเรื่อย ๆ เพราะเมืองขยายตัว ชุมชนขยายตาม คลองก็คดเคี้ยว แถมยังตื้นเขินด้วย”
ขณะที่ ประพิศ จันทร์มา ผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง กรมชลประทาน กล่าวเสริมว่า คลองปะเหลียนช่วงก่อนถึงคลองลัดจะรับน้ำได้ 400 ลูกบาศก์เมตร/วินาที เมื่อคลองลัดแบ่งน้ำไป 300 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ก็จะเหลือน้ำเพียง 100 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ไหลเข้าสู่ตัวเมือง ในขณะคลองลัดขุดด้วยความยาว 3.21 กิโลเมตร ไปเชื่อมกับคลองหินขวาง ซึ่งรับน้ำได้ 350 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ก่อนไปบรรจบกับคลองปะเหลียนส่วนท้ายที่ไหลผ่านเมืองยานตาขาว เพื่อออกสู่ทะเลอันดามัน
นอกจากลดปัญหาน้ำท่วมเมืองแล้ว ยังสามารถใช้น้ำในคลองลัดและคลองธรรมชาติเพื่อการเกษตรในฤดูแล้ง และใช้คันคลองเป็นเส้นทางคมนาคมอำนวยความสะดวกได้ด้วย จึงเท่ากับใช้กระสุนนัดเดียวยิงนกได้หลายตัว



