ปรับตัว สู้สิวยุคใหม่
แพทย์ผิวหนังชวนปรับพฤติกรรม พร้อมเอาชนะปัญหาสิวยุค 2016
เรื่องสิวๆ มีตำราในการทำความเข้าใจและกำจัดออกไปให้ผิวเรียบเนียบอยู่หลายวิธี แต่ก็มีวิธีผิดๆ แฝงอยู่มากมาย โดยเฉพาะความเข้าใจที่ว่าสิวจะเกิดได้เฉพาะในช่วงวัยรุ่นและจะไม่เกิดอีกหลังจากนั้น ทั้งที่ในความเป็นจริง สิวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกเพศและทุกวัย แถมยังส่งผลกระทบทั้งทางร่างกายและอารมณ์ต่อบุคคลที่มีปัญหาสิวอย่างลึกล้ำ เหตุนี้ พอนด์ส แอคเน่ เคลียร์ จึงได้จัดงานเสวนาในหัวข้อ “THE END OF ACNE SYMPOSIUMBY POND’S ACNE CLEAR” เชื้อเชิญสาวๆ บรรณาธิการความงาม บล็อกเกอร์ด้านความงาม รวมทั้งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณรุ่นใหม่ มาร่วมรับฟังข้อมูลจาก พญ.พักตร์พิไล ทวีสิน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านความงามและเวชศาสตร์ชะลอวัย ที่มาถ่ายทอดการค้นพบที่น่าตื่นเต้นแห่งศตวรรษ หลังจากได้รับเชิญเป็นตัวแทนประเทศไทยไปร่วมงานสัมมนาครั้งใหญ่ “A New Skin Order: The Changing Face of Acne” ที่จัดขึ้นโดยสถาบันวิจัยพอนด์ส เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์กับสุดยอดผู้เชี่ยวชาญเรื่องผิวหนังจากทั่วโลกเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันของสิว เทรนด์การรักษา รวมถึงปัญหาและอุปสรรคในการจัดการปัญหาสิวจากไลฟ์สไตล์ของผู้คนยุคปัจจุบัน
พญ.พักตร์พิไล ทวีสิน
พญ.พักตร์พิไล เล่าประเด็นปัญหาเรื่องสิวจากที่ประชุมให้ฟังว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณที่มาจากทั่วโลกไม่ว่าจะประเทศจีน อินเดีย อินโดนีเซีย เม็กซิโก สิงคโปร์ แอฟริกาใต้ และเวียดนาม ต่างพบว่าในโลกยุคปัจจุบัน สิวอาจเกิดได้จากสาเหตุต่างๆ กันหลายประการ ทั้งความเครียดที่ส่งผลต่อฮอร์โมน การนอนไม่พอหรือนอนอย่างไม่มีคุณภาพจนระบบภูมิคุ้มกันทำงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ความสกปรกของหน้าจอมือถือทัชสกรีนที่ส่งแบคทีเรียมาสัมผัสกับใบหน้า การใช้เวลาล้างหน้าน้อยเกินไป และไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ หรือแม้แต่อาหารการกินยุคใหม่ที่วัยรุ่นชอบใช้เวลารับประทานขนมเค้กน้ำชาตามคาเฟ่ที่ทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาลอาจไปกระตุ้นการเกิดสิว
“ทั้งหมดนี้อาจทำให้สิวสามารถเกิดได้ทั้งในเด็กวัยตั้งแต่ 7-11 ขวบ เรื่อยมาจนถึงวัยรุ่นที่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน และวัยผู้ใหญ่ แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าก็คือการที่คนในยุคปัจจุบันเลือกที่จะปรึกษาปัญหาสิวกับ “คุณหมอกูเกิล” แทนที่จะมาพบผู้เชี่ยวชาญหรือเลือกใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิวที่มีผลพิสูจน์ทางการแพทย์ที่ชัดเจน เพราะหลายคนยังไม่พบทางออกในการรักษาสิวที่ได้ผลและรวดเร็วเพียงพอ เนื่องจากในแวดวงการดูแลปัญหาสิวที่ผ่านมามักจะใช้สารเบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ (Benzoyl Peroxide) ที่พัฒนาขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ.2448 หรือกรดซาลิไซลิคแอซิด (Salicylic Acid) ซึ่งค้นพบเมื่อปีพ.ศ.2372 หรือทั้ง 2 ตัวนี้ผสมกันมาตลอดเกือบ 100 ปี นอกจากนี้หากไม่ได้รับการแนะนำวิธีใช้สารเหล่านี้ที่ถูกต้องก็อาจทำให้ผิวแห้งได้ ในทางกลับกันหากคนไข้ผ่านการรักษาอย่างผิดวิธีตามข้อมูลที่ได้มาจากอินเตอร์เน็ท โดยเฉพาะการกดสิวเองโดยไม่รู้ว่าสิวประเภทใดและช่วงเวลาไหนที่กดได้ ในบางรายอาจทำให้สิวลุกลามอักเสบรุนแรงจนทำให้เป็นคนขาดความมั่นใจได้ ” พญ.พักตร์พิไล
กัลยา คุณาธิป
ด้านการรักษานอกจากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ดีข้างต้น กัลยา คุณาธิป ฝ่ายวิจัยและพัฒนา สถาบันวิจัยพอนด์ ได้เสริมว่า สถาบันฯ ได้ศึกษาลงลึกในรายละเอียดถึงนิสัยในการล้างหน้าของผู้บริโภค จนพบว่า คนส่วนใหญ่ใช้เวลาล้างหน้าประมาณ30 วินาทีจึงทำให้สารที่จะใช้ในการช่วยจัดการสิวอาจไม่ทันได้ทำงานอย่างเต็มที่ก็ถูกชะล้างออกจากใบหน้าไปเสียก่อน ดังนั้นสถาบันฯ จึงพยายามทดสอบสารธรรมชาติต่างๆ มากกว่า 50 ชนิดที่จะสามารถทำงานต่อต้านแบคทีเรียในเวลาที่สั้นลงเพียง 15-30 วินาที จนทำให้ค้นพบส่วนผสมของ “ไทมอล” (Thymol)และ “เทอพินิออล” (Terpineol)ที่ช่วยลดการสะสมของแบคทีเรียลงได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากสองส่วนผสมนี้จะเข้าไปล็อกและลดการสะสมของแบคทีเรียส่งผลให้สิวลดลงเร็วขึ้นในที่สุด
พ.ญ. ปิยนุช ไชยฤกษ์
ปิดท้ายที่คำแนะนำของ พ.ญ. ปิยนุช ไชยฤกษ์ ได้เสริมว่า สำหรับผู้ที่รู้ตัวว่ามีปัญหาสิวควรดูแลผิวด้วยวิธีหรือผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลปัญหาสิวโดยเฉพาะอย่างสม่ำเสมอ เพราะปัญหาที่พบคือเมื่อช่วยดูแลจนสิวหายไป ผู้มีปัญหาหลายรายที่ไม่ได้ดูแลสภาพผิวอย่างต่อเนื่องก็มักพบกับการกลับมาของสิวอยู่เรื่อยๆ เพราะนอกจากไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบและมีเวลาน้อย ยังพบว่าสาวไทยสมัยนี้ค่อนข้างจะแต่งหน้าหนักและแต่งทุกวันทำให้ผิวหน้าอ่อนแอและเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสิวมากขึ้น ดังนั้นจึงต้องดูแลเอาใจใส่ผิวที่มีปัญหาสิวเป็นพิเศษ จำเป็นต้องมีการพักการแต่งหน้าบ้าง ล้างเครื่องสำอางให้สะอาดหมดจด และพักผ่อนให้เพียงพอทุกวันปัญหาสิวก็จะค่อยๆ ทุเลาลง ไม่กลับมาเป็นบ่อยๆ



