
สิ่งที่เราต้องทำ
เงินทองต้องรู้ : สิ่งที่เราต้องทำ : โดย....ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคประจำเดือนมิถุนายน 2559 โดยระบุว่า ดัชนีปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 71.6 ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 และต่ำสุดในรอบ 25 เดือน ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเกี่ยวกับโอกาสในการหางานทำในปัจจุบัน ประจำเดือนมิถุนายนอยู่ที่ระดับ 55.4 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 และอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 53 เดือน นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2555
ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ขยายความเพิ่มเติมว่า ตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นที่ลดลงนั้น สะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภครู้สึกว่า การจ้างงานเพิ่มขึ้นไม่มาก และยังสะท้อนด้วยว่าคนยังขาดความเชื่อมั่นในการลงทุน รวมถึงเริ่มเห็นสัญญาณการปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมที่หันมาใช้เทคโนโลยีมากขึ้น
ใครที่เห็นข่าวที่แชร์กันในโลกโซเชียล และมีการนำเสนอผ่านสื่อหลักเกี่ยวกับการลดพนักงานของค่ายรถยนต์ แม้จะเทียบเป็นสัดส่วนไม่มาก เพราะเปิดโครงการให้สมัครใจลาออกโดยมีเป้าหมาย 1,000 คน จากพนักงานทั้งหมด 2 หมื่นคน ก็คงจะพอนึกภาพออก โดยเฉพาะคำชี้แจงจากหน่วยงานภาครัฐว่า เหตุผลหลักของการลด “ทรัพยากรมนุษย์” ในครั้งนี้นั้น มาจากการนำเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่
“ผลสำรวจดัชนีโอกาสในการหางานทำในปัจจุบันที่ลดลงเป็นสัญญาณที่น่ากังวล เพราะนี่เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี ที่อัตราการว่างงานขยับขึ้นเกิน 1% โดยในเดือนพฤษภาคม 2559 อัตราการว่างงานอยู่ที่ 1.2% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มบัณฑิตจบใหม่ อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามสมาชิกหอการค้าทั่วประเทศยังไม่พบสัญญาณการปลดคนงาน เพียงแต่ลดการจ้างงานใหม่ ซึ่งเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวแบบเปราะบาง” ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุ
ต้องยอมรับว่า ในช่วงที่ผ่านมา หลายครั้งที่เรานั่งแยกแยะปัญหาของเศรษฐกิจไทย แล้วเห็นพ้องต้องกันว่า สิ่งที่เราเผชิญอยู่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือ การที่อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโตแบบต่ำๆ ค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่ภาคครัวเรือนมีปัญหาหนี้สิน ที่เกิดจากรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย โดยที่เศรษฐกิจไทยไม่ได้มีปัญหา “ว่างงาน” หรือ “ตกงาน” หรือ “ลดคน” เป็นภัยคุกคาม ดังนั้น คำเตือนจาก “ยงยุทธ แฉล้มวงษ์” ผู้อำนวยการด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จึงน่าฟัง
เขาบอกว่า สถานการณ์แรงงานของไทยนั้น น่าจับตามองว่า หลังจากนี้ (โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลัง) สถานการณ์การเลิกจ้างจะทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากหลายๆ บริษัทได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และอาจส่งผลต่อการบริโภคที่ลดลง จนทำให้ต้องลดอัตราการผลิต
พักเรื่องเศรษฐกิจไทย ไปหยิบหนังสือแจกฟรี (แต่มีคุณค่ามาก) ชื่อ “นิว ซิลค์ โรด” (New Silk Road) เป็นนิตยสารรายเดือนแจกฟรีที่ (เข้าใจว่า) จัดทำโดยมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เนื้อหาของนิตยสารเล่มนี้ว่าด้วยเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับ “จีน” ล้วนๆ ฉบับที่ขออนุญาตหยิบยกบางส่วนมานำเสนอ เป็นฉบับล่าสุดประจำเดือนกรกฎาคม 2559 ซึ่งในบทบรรณาธิการเขียนโดยอาจารย์กอบกิจ ประดิษฐผลพานิช รองคณบดี และหัวหน้าภาควิชาการสื่อสารการตลาด คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ระบุว่า “มีคนในแวดวงธุรกิจของจีนบอกว่า แม้เศรษฐกิจของจีนจะชะลอตัว แต่คนจีนยังคงซื้อ...ซื้อมากๆ แล้วยังจะไม่ซื้อในสิ่งที่เคยซื้อเสียด้วย”
เป็นเรื่องน่าหม่นหมองไม่น้อย หากเปรียบเทียบระหว่างการที่ทีดีอาร์ไอเตือนว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว จะกระทบเศรษฐกิจไทยทำให้การบริโภคลดลง แต่คนจีนยังซื้อและซื้อมากๆ
พลิกไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติมในรายงานพิเศษ “อินไซด์ ไชน่า” ในนิตยสาร “นิว ซิลค์ โรด” เขียนโดย “จริยา ภูริภัค” มีวรรคตอนที่ระบุถึงรายงานเกี่ยวกับความมั่งคั่งของโลก ประจำปี 2015 ซึ่งจัดทำโดยสถาบันวิจัยเครดิต สวิส ในสวิตเซอร์แลนด์ รายงานฉบับนี้ระบุว่า จีนมีชนชั้นกลางทั้งหมด 109 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดในโลก มากกว่าสหรัฐอเมริกาที่มีอยู่ 92 ล้านคน อย่างไรก็ตาม นิยามของคำว่าชนชั้นกลางนั้น รายงานฉบับดังกล่าวระบุว่า ต้องเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินมูลค่าระหว่าง 50,000-500,000 ดอลลาร์สหรัฐ (คูณด้วยอัตราแลกเปลี่ยน 35 บาท ก็อยู่ระหว่าง 1.75 ล้านบาทถึง 17.5 ล้านบาท) แต่มีผู้เชี่ยวชาญท้วงติงว่า ช่วงห่างของตัวเลขกว้างเกินไปจนยากที่จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนชั้นกลางจริงๆ
จนกระทั่งสถาบันสังคมศาสตร์ของจีน ให้คำนิยามใหม่ โดยกำหนดตัวชี้วัดชนชั้นกลางไว้ 3 อย่าง คือ อาชีพของคู่สมรส รายได้ของครอบครัวและรายจ่ายต่อปี จากตัวชี้วัดเหล่านี้ สถาบันสังคมศาสตร์ได้ทำการวิจัยกับคนจีนที่เข้าข่ายเป็นชนชั้นกลางจำนวน 3,000 คน พบว่า เกือบครึ่งหนึ่งเป็นคนในวัย 40 ที่มีรายได้เฉลี่ย 1 ล้านบาทต่อปี มีรายจ่ายเฉลี่ย 570,000 บาทต่อปี โดย 43.6% ของคนเหล่านี้มีรถยนต์ส่วนตัว ขณะที่ 61% มีบ้าน และเป็นคนที่ทำงานในบริษัทเอกชน 30% ทำงานรัฐวิสาหกิจ 22% ทำงานองค์กรสาธารณะ 15% ส่วนอีก 8.6% ทำการค้าส่วนตัว
รายงานระบุด้วยว่า คนกลุ่มนี้ใช้เงินส่วนใหญ่ไปกับปัจจัยสี่ก็จริง แต่พิเศษกว่านั้น คือ ชอบพะเน้าพะนอตัวเองด้วยการเลือกกิน เลือกใช้ของดีๆ ชอบบริโภคของฟุ่มเฟือยมีราคา ชอบท่องเที่ยว ชอบใช้เงินหาซื้อความบันเทิง ซื้อหาสุขภาพที่ดีให้แก่ตัวเอง และพร้อมใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของบุตรหลานอย่างเต็มที่
"เมื่อเอากำลังซื้อทั้งหมดของคนชั้นกลางมารวมกัน จึงเกิดเป็นพลังมหาศาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการบริโภคภายในประเทศ ถึงขั้นที่อาจเปลี่ยนแปลงรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้ด้วย” ต้องขอบคุณนิตยสารแจกฟรี “นิว ซิลค์ โรด” ที่ทำให้เราได้เห็นและรู้มุมมองที่แตกต่างไปจากเรา
เพราะในขณะที่ชนชั้นกลางในวัย 40 ของจีน ล้วนมี “รายได้” ที่มากกว่า “รายจ่าย” และส่วนใหญ่มีทรัพย์สินทั้งบ้านและรถ ชนชั้นกลางของเรายังเผชิญกับปัญหาหนี้ครัวเรือน ปัญหารายได้ที่น้อยกว่ารายจ่าย และในขณะที่ชนชั้นกลางของจีนมีกำลังจับจ่ายใช้สอย เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กระทรวงการคลังของเราก็กำลังเดินหน้าเสนอมาตรการแก้ไขหนี้นอกระบบ จัดระเบียบเจ้าหนี้และเตรียมออกมาตรการลงโทษที่รุนแรงถึงขั้นจำคุก รวมถึงยังจะให้มีการตั้งคณะกรรมการเจรจาหนี้นอกระบบประจำทุกจังหวัด ตลอดจนดูแลให้ลูกหนี้นอกระบบเข้าถึงเงินกู้ในกรณีฉุกเฉิน โดยไม่ต้องมีหลักประกัน
ลองอ่านย้อนกลับไปดูชนชั้นกลางของจีน แล้วกลับมาดูความเป็นไปของเรา ก็จะรู้อยู่แก่ใจว่า “สิ่งที่เราต้องทำคืออะไร”
---------------------
(เงินทองต้องรู้ : สิ่งที่เราต้องทำ : โดย....ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])



