
น้ำตาลมะพร้าว “หวานอย่างมีหวัง”(2)
โดย - รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ
คราวที่แล้วได้เล่าให้ฟังว่ามีความร่วมมือกันระหว่างกลุ่มนักวิชาการ และผู้ประกอบการ เพื่อที่จะผลักดันให้มีการผลิตน้ำตาลมะพร้าวแท้อย่างมีคุณภาพ และสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ขึ้นมาจากน้ำตาลมะพร้าวเดิม จนกระทั่งเกิดเป็นน้ำตาลปึกก้อนใหญ่ น้ำตาลปึกก้อนเล็ก น้ำตาลผง และน้ำหวานเข้มข้น ภายใต้แบรนด์ที่ตั้งขึ้นว่า “หวานอย่างมีหวัง” และปัจจุบันกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ขายดี จนกระทั่งสินค้าที่ผลิตได้มีไม่เพียงพอ และได้กำหนดระดับตลาดไว้ในระดับบน
หมายความว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีราคาสูงกว่าทั่วไป แต่ว่าคุณภาพของสินค้าก็สูงตามไปด้วย เพราะใช้กระบวนการผลิตแบบดั้งเดิมโดยใช้ภูมิปัญญาเดิมของกระบวนการผลิต และไม่มีการใช้สารเคมีใดๆ เติมแต่ง จึงทำให้ต้นทุนสูงกว่าปกติและทำได้ยากกว่าการทำน้ำตาลมะพร้าวผสมหรือน้ำตาลมะพร้าวเทียม
การที่น้ำตาลมะพร้าวภายใต้ชื่อหวานอย่างมีหวัง เข้าสู่ตลาดและประสบความสำเร็จอย่างมากเช่นนี้มีวิธีการดำเนินงานที่น่าสนใจคือ มีการคืนกำไรสู่ชุมชน โดยภาคเอกชนที่รับซื้อน้ำตาลจากชุมชนจะบวกราคารับซื้อจากเดิมอีก 20% เพื่อเป็นกองทุนย้อนกลับไปยังชุมชนในการใช้พัฒนาสวน และระบบนิเวศ คู คลอง ร่องสวน ให้พื้นที่ในการทำน้ำตาลมะพร้าวให้มีความอุดมสมบูรณ์ มีการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ให้น่าสนใจ โดยมีการเล่าเรื่องกระบวนการทำน้ำตาลมะพร้าวแท้กำกับไว้ด้วย
ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับทราบขั้นตอนกระบวนการผลิต และยินยอมพร้อมใจที่จะจ่ายเงินซื้อสินค้าในราคาที่สูงขึ้นเมื่อทราบความยากลำบากในการทำผลิตภัณฑ์ดังกล่าว รวมทั้งผลิตภัณฑ์น้ำตาลมะพร้าวผง และหวานเข้มข้นจากช่อดอกมะพร้าว ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สร้างขึ้น ก็เป็นการสร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้กลุ่มผู้ผลิตน้ำตาลมะพร้าว ทำให้เกษตรกรหรือชุมชนเหล่านี้อยู่ได้ และที่สำคัญคือ ด้วยกระบวนการเช่นนี้ ทำให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง เกิดการทำงานแบบกลุ่ม มีชีวิตการทำงานที่ดีกว่าการทำงานในระบบทุนนิยมทั่วไป
แนวคิดเรื่องการคืนกำไรสู่ชุมชนเช่นนี้ มีหลายรูปแบบ บริษัทเอกชนรายใหญ่ อาจใช้วิธีที่เรียกว่า CSR คือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมในรูปแบบต่างๆ เช่น การปลูกป่า การพัฒนาระบบนิเวศต่างๆ แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นการคืนกำไรสู่ชุมชนดังเช่นโครงการนี้ การทำ CSR ของธุรกิจเอกชนใหญ่ๆ มักเป็นลักษณะที่ชุมชนไม่ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องมากนัก แต่ลักษณะการคืนกำไรให้แก่ชุมชนในลักษณะของการทำน้ำตาลมะพร้าวเช่นนี้ คล้ายกับรูปแบบที่เรียกว่า การค้าโดยชอบธรรม (Fair Trade) มากกว่า โดยการกำหนดราคารับซื้อสูงกว่าปกติ เพื่อให้ชุมชนนำไปใช้ในการพัฒนาต่อไป
อย่างไรก็ตาม รูปแบบนี้น่าสนใจ เพราะจะทำให้ทุกฝ่ายอยู่ได้อย่างมีคุณภาพ และเกิดความยั่งยืนขึ้นในชุมชน หากสามารถกระจายรูปแบบการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชนกับเอกชนได้ในลักษณะนี้ สังคมไทยก็น่าจะอยู่กันอย่างมีความสุข และเกื้อกูลพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน นำไปสู่วิถีการดำรงชีวิตแบบไทยที่เคยเป็นมาอย่างสุขสมบูรณ์ในอดีต
ผลิตภัณฑ์น้ำตาลมะพร้าว “หวานอย่างมีหวัง” จึงไม่ใช่เพียงแค่น้ำตาลจากมะพร้าวเท่านั้น แต่ได้สะท้อนภูมิปัญญาดั้งเดิมในการทำน้ำตาลมะพร้าวแท้ที่มีคุณภาพ และเป็นการยกระดับความเป็นอยู่ของชุมชนอย่างยั่งยืน สร้างความมั่นคงในชุมชนได้ โดยการทำการค้าที่ไม่เอาเปรียบ และมีความร่วมมือกันระหว่างชุมชน ภาคเอกชน และภาควิชาการอย่างเหนียวแน่น ซึ่งเป็นรูปแบบที่น่าสนใจเพื่อนำไปขยายผลในธุรกิจอื่นต่อไป



