กล้วยไม้ในดวงใจ
โดย - ศ.ระพี สาคริก
เธอที่รักของฉันหวนกลับไปนึกถึงช่วงที่ฉันยังมีอายุไม่ถึง 30 ปี ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ไม่ว่าตัวฉันเองจะเดินทางไปไหนมักมีผู้คนในสังคมพากันหันมามองดูหน้าฉัน แล้วแอบกระซิบกันว่า นั่นยังไง “อาจารย์กล้วยไม้”
หลังจากตัวฉันเองสังเกตเห็นพฤติกรรมดังกล่าว ทำให้รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง ทั้งนี้เพราะเหตุว่า สิ่งที่ตัวฉันได้ทำมาตลอดชีวิตจนกระทั่งขณะนี้อายุอานามมันก็เริ่มเข้าเกณฑ์ 90 ปีแล้ว แต่ความรู้สึกทรมานใจดูเหมือนมันจะยิ่งหนักมากกว่าเก่า ทั้งนี้เพราะตัวเธอต่างก็พากันเข้าใจผิดคิดว่าฉันไปศึกษาเล่าเรียนวิชากล้วยไม้มาจากสถาบันการศึกษาแล้วนำมาสอนคนให้ปลูกกล้วยไม้เป็น ขยายพันธุ์กล้วยไม้เก่งเช่นนั้นหรือเปล่า?
ความจริงแล้ว เรื่องนี้มันทำให้ฉันหวนกลับไปนึกถึงหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งสถาบันอาศรมศิลป์ได้จัดพิมพ์ประวัติชีวิตของฉันตั้งแต่ยังเป็นเด็ก อีกทั้งมีอายุเพียงเลขตัวเดียว โดยให้ชื่อว่า “หยั่งรากฐานชีวิต” ซึ่งหนังสือเล่มนี้ถูกจัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเผยแพร่แก่บุคคลผู้สนใจ เมื่อครั้งที่มหาวิทยาลัยมหิดลรับเป็นเจ้าภาพจัดงาน “ระพีเสวนาครั้งที่ 5” เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2553 ที่โรงแรมรามา การ์เดนส์ และหนังสือเล่มนี้ได้เปิดเผยความจริงให้ทุกคนมีโอกาสเรียนรู้มาตั้งแต่ตัวฉันยังเป็นเด็กเล็กๆ คนหนึ่ง ซึ่งพ่อเลี้ยงดูมาในอดีตที่ไม่ซ้ำแบบกันกับชีวิตพ่อลูกคนอื่นๆ
โดยมีเหตุที่มีความรักลูกลึกซึ้งถึงระดับหนึ่งแล้วจึงมีใจแข็งเอาลูกคนนี้ซึ่งเป็นคนโตของพ่อกับลูก โดยแยกออกไปจากตัวเองเพื่อให้ไปอยู่ในสภาพที่ยากลำบาก อีกทั้งยังไปตกทุกข์ได้ยากจากการถูกรังแกโดยนักเรียนโตๆ แม้ไปฟ้องครู ครูก็ไม่เอาเรื่อง ครั้นพึ่งใครไม่ได้ก็หวนกลับมาพึ่งตนเองช่วยให้รากฐานชีวิตเข้มแข็งลึกซึ้งยิ่งขึ้นเป็นลำดับ แม้กระทั่งต้องไปใช้ชีวิตเผชิญกับความหิวโหย ทำให้ต้องไปคุ้ยถังขยะเก็บเศษอาหารมาใส่ปาก
ไม่เพียงเท่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างธรรมชาติมันก็ยังไม่สะใจ หลังจากนั้นมาแล้วตัวฉันเองก็ต้องเผชิญกับเคราะห์กรรมทำให้ลำบากหนักมากยิ่งขึ้นกว่าเก่า แม้กระทั่งพ่อกับแม่ก็ต้องแยกทางกันเดิน หลังจากนั้นจึงมีแม่เลี้ยงเข้ามาใช้โอกาสดูแลเลี้ยงดู ซึ่งโดยธรรมชาติแล้ว การเลี้ยงลูกคนอื่นอย่างน้อยก็คงไม่เหมือนเลี้ยงลูกตัวเอง คงมีแต่การถูกใช้งานจากกลุ่มบุคคลที่เข้ามาอาศัยบารมีผู้ใหญ่หนักมากยิ่งขึ้น นี่แหละเป็นเหตุให้ตัวฉันเองมีทั้งความอดทนและอดกลั้นจนกระทั่งรู้สึกว่า “ชีวิตที่มันเกิดปัญหานั้น ย่อมช่วยให้รู้สึกท้าทายในการก้าวเข้าไปหามันอย่างผู้กล้าหาญ เพื่อการเรียนรู้ความจริงที่มันอยู่ในใจตนเอง” ซึ่งจะต้องเผชิญกับความยากลำบากหนักยิ่งกว่าเก่า หรืออาจกล่าวว่า แทบจะตลอดทั้งชีวิตก็ว่าได้
นี่แหละที่มันทำให้ฉันรู้สึกท้าทายที่จะก้าวเข้าไปจับงานกล้วยไม้ โดยหวังเผชิญหน้ากับสังคมส่วนใหญ่ในช่วงปี พ.ศ.2472-2473 ซึ่งตัวฉันเองยังมีอายุแค่ 7-8 ขวบ ในช่วงนั้นคนไทยส่วนใหญ่สะท้อนพฤติกรรมให้รู้สึกได้ว่า พวกเขารังเกียจกล้วยไม้ ทั้งนี้เพราะเหตุว่า ในขณะนั้นคนส่วนใหญ่มีทัศนะที่มองเห็นว่า “การเอากล้วยไม้มาปลูกเป็นการทำลายเศรษฐกิจของชาติ”
ถ้าจะถามว่าเป็นเพราะเหตุใด คำตอบก็คือ เป็นเพราะเหตุว่า ในช่วงนั้นคนส่วนใหญ่ขาดคุณธรรมและจริยธรรมจนกระทั่งคิดดูถูกคนอื่น เมื่อมองไม่เห็นประโยชน์ก็ย่อมไม่คิดสนใจที่จะให้มีการเรียนการสอนในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย คงมีแต่ว่า เมื่อฉันเอากล้วยไม้มาปลูกก็ย่อมมีคนมารุมกันด่า แต่เพราะเหตุนี้เองที่มันทำให้ฉันเริ่มรู้สึกว่า การเอาชนะใจตนเองนั้นเป็นคุณสมบัติที่ดีสำหรับชีวิต



