
ธอส.งัดไม้เด็ดจูงใจลูกค้าซื้อบ้านดันเป้าสินเชื่อสนองนโยบายรัฐ-ลดจำนวนบ้านว่าง
ธอส.เตรียมอัดแคมเปญพิเศษ ดึงลูกค้าซื้อบ้านใหม่ ดันเป้าสินเชื่อเพิ่มสนองนโยบายรัฐบาล ไม่เน้นลูกค้ารีไฟแนนซ์ เหตุต้องการให้คนซื้อบ้านใหม่ เพื่อลดจำนวนบ้านว่าง กระตุ้นให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ลงทุนเพิ่ม คาดอีก 2 สัปดาห์สรุปแผนได้
นายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.อยู่ระหว่างเตรียมโปรแกรมสินเชื่อพิเศษ เพื่อรองรับเป้าหมายสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นตามนโยบายรัฐบาล โดยการขยายสินเชื่อใหม่นี้ กระทรวงการคลังต้องการให้ ธอส.ปล่อยให้ลูกค้าซื้อบ้านใหม่ ไม่ใช่การรีไฟแนนซ์ เพื่อช่วยให้จำนวนบ้านว่างที่สร้างเสร็จแล้วลดลง ทำให้ผู้ลงทุนโครงการอสังหาริมทรัพย์สามารถลงทุนเพิ่มเติมเพื่อสร้างโครงการใหม่ได้ จึงต้องมีการออกแคมเปญใหม่ เพื่อจูงใจลูกค้า และพยายามดึงฐานลูกค้าผู้ขอสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์อื่นๆ มาเป็นลูกค้าของ ธอส.
"คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 2 สัปดาห์ข้างหน้านี้ เพื่อเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณา อาจจะจูงใจด้วยเงื่อนไขอัตราดอกเบี้ยพิเศษ แต่จะไม่ผ่อนปรนเงื่อนไขสำหรับคุณสมบัติผู้กู้ เพื่อคงคุณภาพของสินเชื่อ" นายขรรค์กล่าว และว่า อย่างไรก็ตาม โปรแกรมสินเชื่ออาจออกมาในรูปแบบสินเชื่อรวมของแบงก์รัฐทั้งหมดก็ได้ และในส่วนสินเชื่อใหม่นี้ ธนาคารคงไม่ขอให้รัฐบาลสนับสนุนเงินงบประมาณพิเศษ เพราะธอส.ถือว่าไม่ได้ลดมาตรฐานสินเชื่อลง
นายขรรค์กล่าวว่า หากธนาคารจะปล่อยสินเชื่อให้ได้ตามเป้าหมายที่ 1 แสนล้านบาท ก็จะต้องปล่อยสินเชื่อใหม่เฉลี่ยให้ได้เดือนละ 9,000 ล้านบาท แต่เชื่อว่าคงสามารถทำได้ เพราะขณะนี้ยอดสินเชื่อใหม่ของธนาคารถือว่าทำได้ดี เนื่องจากธนาคารพาณิชย์เอกชนไม่ค่อยปล่อยสินเชื่อมากนัก โดยสินเชื่อใหม่ของธนาคารจนถึงเดือนกรกฎาคม 2552 มีจำนวนรวม 5.4 หมื่นล้านบาท จึงเหลือยอดสินเชื่อใหม่ที่ต้องปล่อยตามเป้าหมายจำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท
สำหรับยอดสินเชื่อคงค้างของธนาคารนั้น ใน 6 เดือนแรกอยู่ที่ 9.31 แสนล้านบาท จากสิ้นปี 2551 อยู่ที่ 6.17 แสนล้านบาท ถือว่า เพิ่มขึ้นไม่มากเท่ากับสินเชื่อใหม่ เพราะมีลูกค้าเก่าจ่ายคืนสินเชื่อและมีการปิดบัญชีไปบ้าง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันธนาคารมีส่วนแบ่งการตลาดสำหรับสินเชื่อใหม่ถึง 40% ส่วนส่วนแบ่งยอดคงค้างสินเชื่ออยู่ที่ 3.7%
ส่วนผลกำไรสุทธิในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ มีจำนวนประมาณ 2,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 187.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 727 ล้านบาท คาดว่า ทั้งปีจะสามารถทำกำไรได้ตามเป้า 3,400 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากสามารถทำกำไรได้ 300 ล้านบาท ซึ่งเป็นอัตราเฉลี่ยต่อเดือนที่สามารถทำได้ในระยะที่ผ่านมา ก็เชื่อว่า จะทำให้ธนาคารมีกำไรทั้งปีที่ 3,800 ล้านบาท ทั้งนี้ ธนาคารจะได้นับรวมเงินที่ได้รับคืนจากการทุจริตจำนวนกว่า 200 ล้านบาทเข้ามาในกำไรสุทธิในปีนี้ด้วย



