
มอง กนง.เก็บกระสุน ดอกเบี้ย ต่ำอีกนาน
ฟันธง กนง.ไม่ขึ้น ดอกเบี้ย ประชุม 3 ส.ค.นี้ เก็บกระสุนไว้ใช้ยามจำเป็น มั่นใจ ธปท.มีเครื่องมืออื่นในการต่อสู้สงครามค่าเงินที่จะกลับมาปะทุรอบใหม่
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า สำนักวิจัยฯ ฟันธงว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตรา ดอกเบี้ย นโยบายในการประชุมวันที่ 3 ส.ค. 59 แม้สงครามค่าเงินในภูมิภาคจะกลับมาปะทุรอบใหม่จากการที่ล่าสุด ธนาคารกลางมาเลเซียได้ประกาศปรับลดอัตรา ดอกเบี้ย ลงครั้งแรกในรอบ 7 ปี โดยปรับลดลง 0.25% มาอยู่ที่ 3%
“แม้ประเทศเพื่อนบ้านจะลด ดอกเบี้ย แต่ กนง.คงไม่ปรับลดตาม เพราะอัตรา ดอกเบี้ย ที่แท้จริง (อัตรา ดอกเบี้ย ลบด้วยอัตราเงินเฟ้อ) ของไทยอยู่ในระดับต่ำสุดในภูมิภาคแล้ว กนง.น่าจะเก็บกระสุนหรือ policy space ไว้ใช้ยามจำเป็นหากเกิดวิกฤติในต่างประเทศ เช่น เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงแรงกว่าคาด หรือปัญหา Brexit กระทบเศรษฐกิจยุโรป"
นอกจากนี้ สิ่งที่ กนง.ห่วงอีกประการคือ พฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูง ซึ่งหากอัตรา ดอกเบี้ย อยู่ในระดับที่ต่ำเป็นเวลานาน และมีการคาดการณ์ว่าจะลดลงต่ออีกแล้ว คนจะโยกเงินออกจากเงินฝากหรือสินทรัพย์ที่มีผลตอบแทนต่ำ ไปสู่สินทรัพย์เสี่ยงที่ให้ผลตอบแทนสูง อันอาจนำไปสู่ภาวะฟองสบู่ได้ นอกจากนี้ สิ่งที่ผมกล่าวมาราวปีเศษๆ คือไทยใกล้เดินเข้าสู่กับดักสภาพคล่อง คือต่อให้ ดอกเบี้ย ลดต่ำลง สินเชื่อก็ไม่เติบโต อันสะท้อนว่าประสิทธิผลของ ดอกเบี้ย ต่ำ และอาจส่งผลให้ไทยใกล้เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน
อย่างไรก็ดี เชื่อมั่นว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังมีเครื่องมือทางการเงินอื่นๆ ที่จะเข้ามาสู้ศึกสงครามค่าเงิน อาทิ การออกมาตรการผ่อนคลายอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มเติม หรือพูดอย่างง่ายว่าใช้ ‘ บาทอ่อน ’ มากกว่า ‘ ลด ดอกเบี้ย ’ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ (หลัง Brexit ค่าเงินบาทอ่อนค่าช่วงสั้นๆ และขยับแข็งค่าขึ้นมา)
นายอมรเทพ กล่าวว่า หลังจากคนอังกฤษออกเสียงเลือกที่จะออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนในตลาดการเงิน นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยง เกิดภาวะเงินไหลออกจากอังกฤษและประเทศอื่นๆ ในยุโรป ก่อนจะมีกระแสเงินไหลกลับเข้าตลาดเกิดใหม่อีกครั้ง เพราะนักลงทุนคาดการณ์กันว่า ธนาคารกลางประเทศสำคัญๆ จะต้องออกมาตรการมากระตุ้นเพิ่มเติม ซึ่งจะส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดโลกเพิ่มขึ้น สภาพคล่องที่ล้นท่ามกลางภาวการณ์เติบโตทางเศรษฐกิจที่ช้ากว่าคาด และอาจมีปัญหาค่าเงินแข็งค่าจากเงินไหลเข้าอันกระทบการส่งออกให้ย่ำแย่ลงไปอีก โดยเฉพาะเมื่ออัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำจากราคาน้ำมันที่ยังคงทรงตัว จึงอาจได้เห็นธนาคารกลางประเทศอื่นๆ เลือกที่จะหั่นอัตรา ดอกเบี้ย กระตุ้นเศรษฐกิจ
สำหรับเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงต่อการเติบโตในอัตราที่ชะลอลง จากทั้งปัจจัยภายนอกและภายใน ปัจจัยภายในมาจากการบริโภคที่อ่อนแอ จาก 1. ราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำตามราคาน้ำมัน 2. ภัยแล้งที่กระทบผลผลิต 3. หนี้ครัวเรือนที่ยังเพิ่มขึ้นและอยู่ในระดับสูง และ 4. ความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจและการเมืองในอนาคตที่ยังไม่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งการบริโภคที่ต่ำนี้ส่งผลต่อกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอในระดับฐานราก
ขณะเดียวกัน การลงทุนภาคเอกชนก็ยังไม่มีสัญญาณการเร่งตัว จากการนำเข้าเครื่องจักรยังคงหดตัว กำลังการผลิตยังต่ำ และความเชื่อมั่นยังไม่ฟื้น นอกจากนี้ แม้จะมีมาตรการจูงใจทางภาษีให้คนเร่งลงทุน แต่มูลค่าการลงทุนโดยเฉพาะจาก FDI ยังต่ำ สิ่งสำคัญที่จะเพิ่มความเชื่อมั่นได้คือการลงทุนภาครัฐในโครงการขนาดใหญ่ แต่ก็ยังมีความล่าช้า ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นได้และมีความชัดเจนมากขึ้นช่วงปลายไตรมาสที่สามถึงปลายปี
นอกจากอุปสงค์ในประเทศจะอ่อนแอแล้ว อุปสงค์ต่างประเทศก็หดตัวด้วย จากการส่งออกที่ติดลบจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอ ราคาน้ำมันต่ำ และค่าเงินผันผวน สรุปแล้ว เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะเติบโตช้าลงในช่วงไตรมาสที่สาม
“ที่ต้องจับตาคือ ไม่ใช่ไทยประเทศเดียวที่เศรษฐกิจชะลอ แต่เกิดขึ้นทั่วทั้งภูมิภาค ราคาน้ำมันตกต่ำ เศรษฐกิจจีนโตช้าลง ได้กดดันบรรยากาศการลงทุน การส่งออก และการเติบโตของเศรษฐกิจโลก แม้เศรษฐกิจในภูมิภาคจะชะลอ แต่หลายประเทศเผชิญปัญหาค่าเงินแข็งค่า ซึ่งเกิดจากเงินไหลเข้าตามสภาพคล่องที่ล้นในตลาดโลก จนยิ่งซ้ำเติมปัญหาการส่งออกให้หนักขึ้น” นายอมรเทพ กล่าว
ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย แนะนำว่า เมื่อสงครามค่าเงินขยับมาใกล้ไทยมากขึ้น ขณะที่ความผันผวนในตลาดการเงินโลกอยู่ในระดับสูง เงินบาทมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากเงินไหลเข้าจากสภาพคล่องที่ล้นในตลาดโลก และในทางกลับกัน บาทเองอาจอ่อนค่าจากจีนลดค่าเงินหยวนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและจากเฟดขึ้น ดอกเบี้ย



