
ศึกในปะทุ-ลางร้ายรัฐบาล
จืดสนิทกับรายการแถลงผลงาน 6 เดือนของรัฐบาลโดยการนำของ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี ภายใต้สโลแกน ความสุขของคนไทย คือเป้าหมายของรัฐบาล ผ่านหนังสือสรุปผลงาน 6 เดือน กว่า 100 มาตรการ หลายล้านความสุข หลังจากที่ตีปี๊บมานานร่วมสัปดาห์
เพราะแรกเริ่มเดิมที สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี "แม่งาน" ตั้งใจจัดให้มีการแถลงผลงานของรัฐบาลให้ตรงกับวันคล้ายวันเกิดของ "หนุ่มมาร์ค" 3 สิงหาคม ที่ผ่านมา เพื่อให้เป็น "บิ๊กเซอร์ไพรส์"
แต่ปรากฏว่าถูก "หนุ่มมาร์ค" เบรกเสียก่อน เพราะไม่อยากให้เอิกเกริก
ทั้งยังเกรงว่าจะเป็นการเทียบฟอร์ม ทักษิณ ชินวัตร ที่เพิ่งจัดงานแซยิดครบรอบ 60 ปี อย่างยิ่งใหญ่ไปก่อนหน้านี้
สุดท้ายกำหนดวันแถลงจึงมาตกในวันที่ 6 สิงหาคม จนถูกนำขึ้นมาเป็นประเด็น ว่าเป็นการแถลงผลงานในรอบ 6 เดือน ของพรรคร่วม 6 พรรค ในวันที่ 6
รวมกันเป็นเลขเด็ด "666" ซึ่งหมายถึงสัญลักษณ์ของซาตาน ที่หลายคนใน ครม. คาดหวังว่าการแถลงผลงานครั้งนี้จะดังแบบพลุแตก
ก็ต้องบอกว่าดังสมใจจริงๆ ท่ามกลางความขัดแย้งและศึกเกาเหลาภายในครม. ที่ยังหาจุดจบที่ลงตัวไม่ได้
จึงต้องมีอันบาดหมางใจกันอย่างหนัก โดยเฉพาะคู่เกาเหลาตลอดกาล ระหว่าง กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี กับ พรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ ในโครงการระบายข้าวโพดค้างสต็อก ที่ทำท่าว่ารัฐจะขาดทุนร่วม 5 พันล้านบาท จนเกิดรายการซัดกันอย่างหนักระหว่าง "พรรคภูมิใจไทย" กับ "พรรคประชาธิปัตย์" เพราะเดิมทีประชาธิปัตย์ ยังไม่มีแผลให้พรรคร่วมได้สะกิด
แต่หลังจากเกิดข่าวฉาวกลิ่นคาวทุจริตในโครงการ "ชุมชนพอเพียง" ที่มีน้องชายของ "กอร์ปศักดิ์" เจ้าของฉายา ชุนละเอียด เข้ามาร่วมเอี่ยวด้วย จึงเกิดอาการซัดกันแบบไม่ยั้ง เพราะถือว่าต่างฝ่ายต่างมีแผลเช่นเดียวกัน
นั่นเป็นเพราะว่าพรรคร่วมต่างไม่พอใจหนักกับท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เอาจริงเอาจังกับพรรคร่วมรัฐบาล
ขณะที่โครงการของค่ายพระแม่ธรณีบีบมวยผมเอง นายกรัฐมนตรีกลับมีท่าทีปกป้อง !!!
ยิ่งแผลมาเกิดที่ "กอร์ปศักดิ์" ด้วยแล้ว จึงเป็นโอกาสทองที่พรรคร่วมจะได้ตอกลิ่มเขี่ยให้พ้นทางเสียที หลังจากมีการส่งสัญญาณมาหลายครั้ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ
เมื่อศึกเกาเหลาเกิดขึ้นก่อนวันแถลงนโยบาย จึงไม่เห็นคู่เกาเหลาเข้าร่วมการแถลงผลงานครั้งนี้หลายคน
ไม่ว่าจะเป็น พรทิวา นาคาศัย ที่เพิ่งระเบิดศึกข้าวโพดระอุ
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ที่ยังอยู่ในอาการคาใจ "นายกฯ มาร์ค" กับแผนปลดเงียบ "พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ" ผบ.ตร.น้องชาย ที่ติดภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ พร้อมกับตั้ง "พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี" ขึ้นมาเป็นรักษาการ ผบ.ตร. แทน รวมไปถึงกระแสการรื้อโผโยกย้ายนายตำรวจ
จนทำให้ภาพความร้าวฉานใน ครม. ปรากฏออกมาให้เห็นได้อย่างชัดเจน ในการแถลงผลงานครบ 6 เดือนของรัฐบาล เห็นได้จากที่นั่งของรัฐมนตรีแถวหน้า ข้างเวทีแถลงของนายกฯ ที่ไม่มีใครกล้านั่งข้างๆ "กอร์ปศักดิ์" เลย จะมีก็เพียง ชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รมว.อุตสาหกรรม จากพรรคเพื่อแผ่นดินเท่านั้น ส่วนคู่กรณี จากพรรคภูมิใจไทย ล้วนถอยห่างออกไปนั่งแถวหลัง
ยังไม่จบเพียงเท่านี้ !!!
หลังจากที่นายกรัฐมนตรีแถลงผลงานเสร็จ บรรดารัฐมนตรีที่มาร่วมแถลงข่าว ต่างเดินหนีออกจากห้องแถลงคนละทิศละทาง เสมือนไม่ได้ร่วมอยู่ในครม.เดียวกัน
ภาพทั้งหมดจึงเป็นการสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึง "ความไม่สมานฉันท์" ภายในครม. เพราะก่อนหน้าจะแถลงก็มีกระแสข่าวไม่พอใจจากพรรคร่วมเกิดขึ้นแล้ว
เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับรายการแถลงผลงานของรัฐบาล เพราะนโยบายหลักล้วนมาจากพรรคประชาธิปัตย์ ที่รัฐบาลนำมาโปรโมท ไม่ว่าจะเป็น นโยบายเรียนฟรี 12 ปี โครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 500 บาท และโครงการเพิ่มค่าตอบแทนอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)
ที่สำคัญ มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักไปถึงสีพื้นของหนังสือสรุปผลงานรัฐบาลที่ใช้ "สีฟ้า" ซึ่งเป็นสีสัญลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์นั่นเอง
ในขณะที่ภาพรวมของการแถลงนโยบาย กลับไม่มีอะไรเป็นที่โดนใจประชาชน เพราะส่วนใหญ่รู้ๆ กันอยู่แล้ว
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ "อภิสิทธิ์" ออกตัวก่อนแถลงผลงานว่า รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศภายใต้วิกฤติทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมแตกแยก ซึ่งรุนแรงกว่าครั้งอื่นๆ ในประวัติศาสตร์ การเข้ามาแก้ไขวิกฤติจึงไม่ใช่เรื่องง่าย
ขณะเดียวกันก็ยังย้ำในการตอบคำถามสื่อมวลชนถึงประเด็นที่ว่า ยังมีอะไรบ้างที่ไม่พอใจและต้องการแก้ไข โดย "อภิสิทธิ์" ได้ถือโอกาสดักคอพรรคร่วมรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมากลางอากาศ
ทำนองว่า ความขัดแย้งในรัฐบาลไม่ควรทำให้เป็นประเด็นปรากฏออกมาภายนอก ทั้งยังย้ำด้วยว่าทำอะไรให้เกรงใจประชาชนด้วย
แน่นอนว่า "อภิสิทธิ์" รู้ดีว่านี่คือจุดอ่อนที่อาจทำให้รัฐบาลพังเอาได้ง่ายๆ !!!
กระนั้น การที่ "อภิสิทธิ์" สะกิดแผลนี้ขึ้นมา ก็เท่ากับเป็นการพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนในระดับหนึ่งว่า ถึงแม้ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา "อภิสิทธิ์" จะเชื่อว่าได้พาประเทศไทยก้าวผ่านจุดเลวร้ายที่สุดมาแล้ว
แต่จุดเลวร้ายที่สุดของรัฐบาลต่างหาก ที่ยังก้าวไม่ผ่าน !!!
บัญชา แข็งขัน



