ข่าว

เร่งตัดไฟแต่ต้นลม

เร่งตัดไฟแต่ต้นลม

07 ส.ค. 2552

กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวร้อนๆ ที่พุ่งเข้าหาพรรคประชาธิปัตย์ แบบเต็มๆ เมื่อ “โครงการชุมชนพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน” หนึ่งในแคมเปญของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ต้องการทำการตลาดแบบถึงลูกถึงคน แจกจริงจ่ายจริงด้วยกลยุทธ์ที่แยบยล

 สิ่งที่พรรคฝ่ายค้านซัดเข้ามาตรงๆ ก็คือ คนใกล้ชิดของคนในรัฐบาลเข้าไปหาผลประโยชน์

 นั่นคือข้อกล่าวหา

 แต่ที่อึ้ง ทึ่ง เสียว ก็คือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผู้มีต้นทุนด้านความซื่อสัตย์สูงอยู่ในลำดับต้นๆ ของประเทศ ถึงกับออกมายอมรับว่า มีข่าวทุจริตในโครงการนี้จริง !

 อา..นี่คือผลของการอดอยากปากแห้งมานาน เสือหิว-เสือโหย ก็เลยอดใจไม่ไหวตั้งแต่เห็นเม็ดเงินจากโครงการนี้ตั้งแต่แรก

 งบประมาณของโครงการมีจำนวนมหาศาลถึง 2.1 หมื่นล้านบาท อนุมัติไปแล้ว 8,432 ล้านบาท

 นั่นจึงทำให้ประชาธิปัตย์ที่เคยมีภาพลักษณ์ตรวจสอบการทุจริต (เพราะเป็นฝ่ายค้านนาน) ก็เลยทำท่าว่าจะถูกชำแหละ รื้อค้น ทุกซอกทุกมุม จนน่าจะฉีกภาพลักษณ์ที่ว่าไปเสียสิ้น

 ก่อนที่เรื่องราวจะไปกันใหญ่โตกลายเป็นไฟลามทุ่ง นายหัวชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ก็ออกโรงกำชับว่า "ขอให้ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา ผิดก็ว่าไปตามผิด ถูกก็ว่าไปตามถูกไม่ต้องเกรงใจใคร"

 ซึ่งอาจเป็นเพราะตรงนี้ที่ทำให้ อภิสิทธิ์ ตัดสินใจยอมรับว่า โครงการนี้มีปัญหา และตั้งกรรมการขึ้นมาสอบสวนกันเอง

 ตัดไฟเสียแต่ต้นลม !

 ลงถึงขั้น นายหัวชวน เอ่ยปาก เด็กในคาถา อย่าง นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ หนึ่งในคณะกรรมการและเลขานุการตรวจสอบการทุจริต จะไม่รีบออกมารับลูก ยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่าแม้พรรคจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบเอง แต่จะไม่มีการปกป้องอย่างแน่นอน แถมการันตีว่า กรรมการทั้ง 3 คน ไม่มีใครยอมเปลืองตัว ไปช่วยเหลือใคร

 ทั้งที่รู้ว่า นี่มันงานหินชัดๆ เพราะ "เพื่อไทย" เจ้ากรมปูดข่าว นอกจากจะเย้ยหยันแล้ว จะสาวไส้เพิ่มเติมว่า 3 บริษัทคู่ค้ามีบริษัทแม่เดียวกันคือ Energy Pro Technology ทำตู้น้ำพลังงานนแสงอาทิตย์ Cartel Technology ทำเครื่องผลิตปุ๋ยชีวภาพ และ Easy Line ทำเครื่องผลิตน้ำมันไบโอดีเซล

 ทั้ง 3 บริษัทมีหมายเลขโทรศัพท์เดียวกัน จดทะเบียนเลขหมายเป็นที่เดียวกัน แต่ตัวการใหญ่คือบริษัท บีเอ็นบี อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เพราะเป็นบริษัทที่ครอบทั้ง 3 บริษัทเอาไว้ ถึงแม้จะมีคำว่า "มหาชน" แต่ก็ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์

 เป็นที่น่าสังเกตว่าบริษัท บีเอ็นบี มีผู้ถือหุ้นใหญ่คือ ภาสกร พุทธิชีวิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับ สุมิท เพราะ สุมิท เป็นคนที่ขายหุ้นในบริษัท ไออีซี ให้ ภาสกร ก่อนที่ ไออีซี จะเข้ามาซื้อหุ้นในบริษัท บีเอ็นบี ...นี่ก็มากพอแล้วสำหรับการเชื่อมโยงเครือข่าย

 มากพอสำหรับแรงกระแทกที่พุ่งเข้าหา กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ ในฐานะที่คุมนโยบาย

 และเพื่อไทยก็ไม่ลังเลที่จะเรียกร้องให้ อภิสิทธิ์ และ กอร์ปศักดิ์ แสดงสปิริตด้วยการลาออก !

 จึงไม่แปลกที่นายกรัฐมนตรีต้องลงมากำชับด้วยตนเอง ก่อนที่จะลุกลามไปจนเกินควบคุม และไม่วายแถม "การเมือง" พ่วงท้ายไปว่า จะสอบย้อนหลังไปจนถึงโครงการเอสเอ็มแอล ยุคระบอบทักษิณ รุ่งเรือง

 โชคดีเพียงอย่างเดียวของรัฐบาลนี้ก็คือ สมัยการประชุมสภาสมัยนี้ เป็นสมัยนิติบัญญัติ การตรวจสอบทำได้เพียงการยื่นกระทู้ ยังไม่ถึงขั้นอภิปรายไม่ไว้วางใจ

 หาไม่แล้วก็ไม่รู้ว่า สภาพของประชาธิปัตย์จะยับย่นแค่ไหน

 ยศวดี หงษ์ทอง