ข่าว

อภิสิทธิ์จี้ลดเงินเข้ากองทุนสกัดดีเซลไม่เกิน30บาทต่อลิตร

อภิสิทธิ์จี้ลดเงินเข้ากองทุนสกัดดีเซลไม่เกิน30บาทต่อลิตร

06 ส.ค. 2552

อภิสิทธิ์บี้พลังงานลดเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ สกัดน้ำมันดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร ช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน มองลดเงินกองทุนอนุรักษ์พลังงาน 50 สตางค์ไม่พอ สั่งทำแผนเสนอ ครม.วันที่ 11 สิงหาคมนี้ ด้านพลังงานมองยังไม่ถึงเวลา ราคาน้ำมันมีโอกาสอ่อนตัวลงได้

 จากกรณีที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมตรีว่าการกระทรวงการคลัง นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันประชุมหารือเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพง

 นายกรณ์ กล่าวภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานจัดทำแนวทางการปรับลดเงินสมทบกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน จากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น และเสนอรายละเอียดต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 11 สิงหาคมนี้

 ทั้งนี้ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีเงินอยู่ประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท ที่ประชุมเห็นว่ากองทุนน้ำมันฯ น่าจะเป็นเครื่องมือแก้ปัญหา โดยนายกฯ ยืนยันว่ารัฐบาลจะทำทุกวิถีทางที่จะไม่ให้ประชาชนรับภาระจากน้ำมันที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของน้ำมันดีเซล ที่เป็นต้นทุนของทั้งผู้ประกอบการ และเกี่ยวข้องกับค่าครองชีพ รวมถึงเกษตรกร ซึ่งรัฐบาลจะไม่ให้น้ำมันดีเซลมีราคาเกินกว่า 30 บาทต่อลิตร 

 "ที่ประชุมเป็นห่วงว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเรียกประชุมให้กระทรวงพลังงานไปหาแนวทางรับมือที่เป็นมาตรการเร่งด่วน มาเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า ไม่อยากรอให้ราคาน้ำมันถึง 30 บาท จึงจะค่อยมาพิจารณากัน" นายกรณ์ กล่าวและว่า การเลือกช่วยน้ำมันดีเซล เพราะเป็นเชื้อเพลิงหลักในภาคการผลิต และมีผลกระทบในวงกว้าง ทั้งในเรื่องต้นทุนการผลิตและภาคการเกษตร

 ส่วนการปรับลดภาษีสรรพสามิต ยืนยันว่าจะพิจารณาทุกมาตรการที่สามารถทำได้ ซึ่งภาษีก็เป็นเครื่องมือหนึ่ง ขณะนี้ยังไม่มีการพิจารณา เพราะขั้นแรกจะใช้เครื่องมือของกระทรวงพลังงานก่อน แม้การจัดเก็บภาษีของรัฐบาลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังต่ำกว่าประมาณการรายได้ที่ตั้งไว้ ขณะเดียวกันรัฐบาลมีความจำเป็นที่ต้องลงทุนในโครงการต่างๆ รวมทั้งการประกันราคาพืชผลทางการเกษตร ต้องใช้รายได้จากภาษีทั้งสิ้น จะนำมาตรการทางภาษีมาใช้ก็ต่อเมื่อไม่มีทางเลือกอื่น

 แหล่งข่าวจากที่ประชุม กล่าวว่า ในที่ประชุม นพ.วรรณรัตน์ ได้เสนอลดเก็บเงินเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน จากเบนซิน 95 เบนซิน 91 และดีเซล ลิตรละ 50 สตางค์ เพราะไม่มีความจำเป็นต้องสะสมเงินเพื่อนำไปลงทุนพัฒนาขนส่งระบบรางอีกแล้ว หลังจากรัฐบาลมีแผนกู้เงินลงทุนโครงการ ปรากฏว่านายกฯ ได้แย้งขึ้นทันทีว่าการลดเก็บเงินเข้ากองทุน เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานลงลิตรละ 50 สตางค์ ไม่เพียงพอที่จะทำให้ราคาน้ำมันลดลงได้ จึงขอให้กระทรวงพลังงานไปหาแนวทางลดเก็บเงินเข้ากองทุนใหม่

 "หากนายกฯ ไม่เห็นด้วย กลับต้องการให้ลดการเก็บเงินเข้ากองทุนอีก หากทำได้ก็ต้องเป็นกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเท่านั้น เท่ากับว่าต่อไปต้องลามไปหากองทุนน้ำมันฯ จริงๆ เรื่องนี้กระทรวงพลังงานไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว ที่จะให้ลดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ เพราะเห็นว่ายังไม่ถึงเวลา แต่เมื่อเป็นนโยบายรัฐบาลก็ต้องขอเวลาพิจารณาก่อน" แหล่งข่าว กล่าว

 ด้าน นพ.วรรณรัตน์ กล่าวว่า กระทรวงพลังงานจะมาหาแนวทางลดผลกระทบให้ประชาชน โดยหลักการต้องดูแลความเดือดร้อนของประชาชนทุกภาคส่วน ภายใต้ขอบเขตที่กระทรวงพลังงานสามารถดูแลได้ และใช้กลไกที่มีอยู่คือกองทุนอนุรักษ์พลังงานและกองทุนน้ำมันฯ พยายามทำให้ราคาน้ำมันดีเซลสูงไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร

 "ต้องเข้าใจว่า เราไม่สามารถควบคุมราคาน้ำมันได้ทั้งหมด เพราะอยู่นอกเหนือการควบคุม แต่เราก็ต้องมีหลักเกณฑ์ว่าจะสามารถทำได้มากน้อยแค่ไหน หากพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมได้ ก็เร่งเสนอ ครม.สัปดาห์หน้า หากไม่ทันก็จะเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกฯ เป็นประธาน วันที่ 24 สิงหาคมนี้" นพ.วรรณรัตน์ กล่าวและว่า ปัญหาราคาน้ำมันผันผวนขณะนี้คงต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อออกมาตรการต่างๆ เป็นแพ็กเกจ ช่วยบรรเทาผลกระทบราคาน้ำมันให้แก่ประชาชน รวมถึงการลดเงินเข้ากองทุนอนุรักษ์พลังงาน 50 สตางค์ต่อลิตร สำหรับเบนซิน 91 เบนซิน 95 และดีเซล 

 นายพรชัย รุจิประภา ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ในส่วนของกระทรวงพลังงานมองว่าไม่ควรปรับลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ช่วงนี้ เพราะราคาน้ำมันยังมีความผันผวนอยู่ หากราคาน้ำมันอ่อนตัวลงจะไม่เกิดประโยชน์ต่อประเทศ โดยเชื่อว่าราคาน้ำมันปีนี้จะเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวไม่ชัดเจน ประกอบกับปริมาณการใช้ยังไม่สูงขึ้น ดังนั้นราคาน้ำมันช่วงนี้มีแนวโน้มอ่อนตัวลงได้

 “ช่วงนี้แม้ว่าจะราคาน้ำมันจะสูงไปที่ประมาณ 71-72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ราคาแท้จริงจะอยู่ที่ 65-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยราคาส่วนเกินมาจากกองทุนต่างๆ เข้ามาเก็งกำไรมากขึ้น เพราะมีการซื้อน้ำมันกักตุนไว้ 80-90 ล้านบาร์เรล ทั้งที่ข้อเท็จจริงความต้องการน้ำมันของสหรัฐ และโลกไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้น จึงมีโอกาสที่กองทุนเหล่านั้นจะเทขายน้ำมันออกมา ส่งผลให้ราคาน้ำมันลดลงได้“ นายพรชัย กล่าว

 ทั้งนี้หากลดเงินกองทุนน้ำมันฯ ตอนนี้ ก็เท่ากับจะไม่ได้ประโยชน์ หากเทียบกับสะสมเงินกองทุนฯไว้รักษาเสถียรภาพราคา และเข้าไปช่วยเหลือประชาชนช่วงราคาน้ำมันสูงจริงจะดีกว่า กระทรวงพลังงานตั้งราคาเพดานไว้ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากสูงถึงระดับนี้อาจจะมีการพิจารณาลดเงินกองทุน แต่ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐบาลว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป