
เทเรซา เมย์ ตั้ง บอริส จอห์นสัน รมต.ตปท.อังกฤษ
เทเรซา เมย์ เริ่มลุยงานหินพาอังกฤษออกจากอียูตามมติมหาชนหลังรับตำแหน่งทางการ เซอร์ไพรซ์แรกตั้งบอริส จอห์นสัน แกนนำเบร็กซิท รัฐมนตรีต่างประเทศ
นาง เทเรซา เมย์ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนที่สองในประวัติศาสตร์สหราชอาณาจักร (ยูเค) อย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันพุธที่ 13 กรกฎาคมตามเวลาท้องถิ่น พร้อมเผยรายชื่อคณะรัฐมนตรีในวันเดียวกัน โดยสร้างความประหลาดใจในตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่ที่ชื่อ บอริส จอห์นสัน อดีตนายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน แกนนำที่มีบทบาทสำคัญในการรณรงค์หาเสียงให้ค่ายเบร็กซิท หรือออกจากสหภาพยุโรป (อียู) จนประสบความสำเร็จ นำพามาสู่การเปลี่ยนรัฐบาลในวันนี้
( บอริส จอห์นสัน )
นายกรัฐมนตรีเมย์ วัย 59 ปี มีจุดยืนก่อนลงประชามติประวัติศาสตร์สนับสนุนให้อังกฤษอยู่กับอียูต่อไป แต่เมื่อผลออกมาเป็นตรงข้าม เธอพูดหลายครั้งว่าเบร็กซิทคือเบร็กซิทที่จะต้องทำให้ประสบความสำเร็จ
การตัดสินใจแต่งตั้งจอห์นสันถูกมองว่า เพื่อสมานความแตกแยกภายในประเทศ แต่ก็คาดว่าจะเป็นที่จับตาและวิพากษ์วิจารณ์ เพราะนายจอห์นสันที่จะมาเป็นตัวแทนของอังกฤษในเวทีโลก ได้สร้างความขุ่นเคืองให้กับบรรดาผู้นำอียูมาก่อนจากการผลักดันประเทศออกจากกลุ่ม ทั้งยังสร้างความผิดหวังอย่างมากแก่ผู้สนับสนุนของเขาเอง ที่กลับลำกะทันหัน ถอนตัวจากการชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยมเพื่อมาแทนเดวิด คาเมรอน
( จากซ้ายไปขวา ฟิลลิป ฮัมมอนด์ เลียม ฟอกซ์ เดวิด เดวิส )
ผู้นำหญิงอังกฤษยังปรับนายจอร์จ ออสบอร์น ผู้ใกล้ชิดอดีตนายกรัฐมนตรีคาเมรอน ออกจากรัฐมนตรีคลังและตั้งอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ ฟิลลิป ฮัมมอนด์ มาเป็นขุนคลังคนใหม่ ที่จะต้องรับศึกหนักในการคลายความวิตกจากผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น ในห้วงเวลาที่อังกฤษจะต้องออกจากตลาดใหญ่สุดของตัวเอง
นายเดวิด เดวิส และเลียม ฟอกซ์ สองรัฐมนตรีในรัฐบาลก่อนที่มีจุดยืนคลางแคลงใจกับการเป็นสมาชิกอียู ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้เจรจาเบร็กซิท และรัฐมนตรีการค้าต่างประเทศตามลำดับ ซึ่งเป็นสองตำแหน่งใหม่ที่ตั้งขึ้นมาสอดรับกับความสำคัญเร่งด่วนที่เปลี่ยนไปหลังการลงประชามติ
ทั้งนี้ หลังเสร็จสิ้นพิธีการเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สอง นายกรัฐมนตรีเมย์ เดินทางไปแถลงที่หน้าบ้านพักประจำตำแหน่งเลขที่ 10 ถนนดาวน์นิง ในกรุงลอนดอน โดยให้คำมั่นว่ารัฐบาลนี้จะสะสางความไม่ยุติธรรม สร้างอังกฤษเป็นประเทศที่ทำงานเพื่อทุกคน ไม่ใช่เพื่ออภิสิทธิชนไม่กี่คน
นอกจากนี้ เธอกล่าวว่าการคงรักษาสหราชอาณาจักร”ล้ำค่า”ไว้ด้วยกัน เป็นอีกความสำคัญเร่งด่วนหลังประชามติ หลังจากรัฐบาลสก็อตแลนด์ขู่จัดลงประชามติแยกตัวเป็นเอกราชรอบสอง



