ข่าว

เจาะผู้บริโภค ซีแอลเอ็มวี ใช้สื่อออนไลน์

เจาะผู้บริโภค ซีแอลเอ็มวี ใช้สื่อออนไลน์

13 ก.ค. 2559

ผู้เชี่ยวชาญแนะกลยุทธ์บุกตลาด ซีแอลเอ็มวี เจาะผู้บริโภคเชิงลึก ลาวใช้ WeChat พม่าเน้น Viber กัมพูชาต้อง Facebook ก่อสร้าง ท่องเที่ยว สินค้าอุปโภคบริโภค มีโอกาส


               นายสันติพงศ์ พิมลแสงสุริยา ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทฮาวาสริเวอร์ออคิด ที่ปรึกษาและผู้ให้บริการธุรกิจสื่อสารการตลาดในกลุ่ม ซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม) กล่าวว่า กลุ่ม ซีแอลเอ็มวี เป็นตลาดที่เต็มไปด้วยโอกาสสำหรับนักธุรกิจไทย มีประชากรรวมราว 160 ล้านคน หรือมากกว่าประชากรในประเทศไทยกว่า 2 เท่าตัว ประชากรมีอายุเฉลี่ยน้อยกว่าไทยมาก คือประมาณ 20 - 25 ปี ขณะที่ไทยเฉลี่ย 34 ปี อีกทั้งมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงถึง 6 - 8% ต่อปี

               ทั้งนี้ เมื่อมองด้านการพัฒนา ประเทศไทยนำหน้ากลุ่ม ซีแอลเอ็มวี ในหลายด้าน โดยเฉพาะกัมพูชา ลาว และพม่า ซึ่งเพิ่งเปิดประเทศจริงได้ไม่นาน ส่วนเวียดนามนั้นเปิดประเทศก่อนแล้วเกือบ 20 ปี หากโฟกัสที่ ซีแอลเอ็ม ถือว่าประเทศไทยได้เปรียบประเทศในกลุ่มเออีซีอื่นๆ อยู่มาก เนื่องจากมีชายแดนติดกัน และมีความคล้ายคลึงกันทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ศาสนา เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่น สิงคโปร์ หรือ บรูไน อีกทั้งต้นทุนทางการขนส่ง หรือ โลจิสติกส์ ก็ต่ำกว่าเพราะอยู่ใกล้กัน นอกจากนี้ จากการสำรวจความนิยมในสินค้าและบริการจากไทยยังพบว่า ได้รับการยอมรับสูงกว่าจากฝั่งอเมริกา ยุโรป หรือประเทศในเอเชียอื่นๆ อีกด้วย

               “ในการเข้าไปเปิดตลาดนอกประเทศ ต้องเตรียมพร้อมที่จะรับความแตกต่างจากการทำธุรกิจในบ้านเรา ดังนั้น ขอให้มี Passion หรือความอยากที่จะทำอย่างจริงจัง มองปัญหาให้เป็นความท้าทาย และรีบลงมือดำเนินการได้แล้ว เรื่องเงินอาจไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุด เพราะต้นทุนในการทำตลาด ซีแอลเอ็มวี ยังไม่สูงมาก เชื่อว่าหากทำธุรกิจในไทยได้ก็สามารถขยายออกไปสู่ประเทศเหล่านี้ได้ไม่ยาก เพราะการแข่งขันของเขายังน้อยกว่าเรา และคนก็ยอมรับในคุณภาพและภาพลักษณ์ของสินค้าจากประเทศไทยมากกว่าประเทศอื่นๆ อีกทั้งมีการค้าชายแดนร่วมกันมาหลายสิบปี ถือว่าเรามีต้นทุนทางการค้าที่ดีกว่า

               อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องรู้คือ ต้องรู้เขารู้เรา ต้องมีการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในเชิงลึก เพราะในความเหมือนก็มีความแตกต่าง เช่น ในเรื่องของการใช้ สื่อออนไลน์ อย่างไทยเราเองส่วนใหญ่มุ่งเน้นที่ LINE และ Facebook ส่วนที่ลาวนั้นใช้ WeChat เป็นส่วนใหญ่ เพราะได้รับอิทธิพลจากจีนที่เข้ามาทำโครงการรถไฟความเร็วสูง ส่วนพม่าจะใช้ Viber เป็นหลัก เป็นประเทศที่ทาง Viber เองให้ความสำคัญอย่างสูง เพราะมีผู้ใช้เป็นอันดับสองของโลก อีกทั้งยังใช้ Smartphone มากกว่า Feature Phone และสำหรับกัมพูชา Facebook เป็นแพลตฟอร์มที่เป็นแทบทุกอย่าง รวมถึงเป็นแหล่งค้นหาข้อมูล ซึ่งผู้ประกอบการอาจไม่มีการเปิดเว็บไซต์ แต่ต้องมี Facebook Fan Page ส่วนที่เวียดนาม ใช้หลายแพลตฟอร์ม ทั้ง Facebook , Facebook Messenger รวมถึง Zalo ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นแชตของเวียดนามเอง”

               นายสันติพงศ์ ยังกล่าวถึง 3 ธุรกิจที่มีโอกาสสูงและเป็นที่ต้องการอย่างมากใน ซีแอลเอ็มวี โดยเฉพาะกัมพูชา ลาว และพม่า ได้แก่ อันดับ 1 ธุรกิจเกี่ยวกับการก่อสร้าง เช่น การออกแบบ วัสดุก่อสร้าง การก่อสร้างอาคาร หรือ Community Mall เนื่องจากมีความต้องการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อรองรับการเปิดประเทศ อันดับ 2 ได้แก่ ธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เพราะเมื่อเปิดประเทศแล้วคนของเขาก็อยากเห็นโลกภายนอก ธุรกิจที่มีโอกาสอย่างมาก เช่น บริษัทที่ให้บริการด้านท่องเที่ยวในและต่างประเทศ รับจองตั๋วเครื่องบิน ร้านอาหาร โรงแรม ฯลฯ และอันดับ 3 คือ ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค (Fast Moving Consumer Goods) หรือ ของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น อาหาร น้ำดื่ม เสื้อผ้า เพราะแม้จะมีฐานการผลิตในประเทศ แต่ส่วนใหญ่เน้นผลิตเพื่อส่งออก

               ส่วนที่เวียดนาม ธุรกิจที่ต้องการมากอันดับ 1 คือ สินค้าที่ช่วยอำนวยความสะดวก เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ซอฟต์แวร์ สินค้าเทคโนโลยีต่างๆ อันดับ 2 คือ สินค้าด้านสุขภาพ เช่น อาหารเพื่อสุขภาพ ฟิตเนส อันดับ 3 คือ ธุรกิจด้านการศึกษา เช่น โรงเรียนสอนภาษา ศิลปะ ดนตรี หรือทริปการศึกษาต่างประเทศ

               นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรทราบเรื่องของระบบการเงินและการซื้อขายของแต่ละประเทศ เพราะแต่ละประเทศมีข้อจำกัดแตกต่างกันไป เช่น ที่พม่ามีข้อจำกัดเรื่องการโอนเงินระหว่างประเทศ และใช้สกุลเงินของพม่าเองเป็นหลัก หรือเวียดนามที่ใช้เงินดองเท่านั้น เป็นต้น