
แฉ! "3 ค่ายมือถือ" เก็บค่าโทร.แพง
“ชาญชัย” แฉ "3 ค่ายมือถือ" เก็บค่าโทร. แพงเกินกว่าอัตรากำหนด เผย กสทช. รับปากจะสั่ง 3 ค่ายยักษ์คืนเงินส่วนต่างให้ ปชช.
13 ก.ค.59 - นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญศึกษากลไกปราบปรามการทุจริต สภาขับเคลื่อนการปฎิรูปประเทศ(สปท.) ที่มี พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป เป็นประธานอนุฯกมธ. กล่าวถึงความคืบหน้าในการติดตามกรณี 3 บริษัทค่ายมือถือ เอไอเอส ดีแทคและทรู เก็บอัตราค่าบริการโทรศัพท์มือถือเกินกว่าข้อกำหนดในเงื่อนไขการประกวดราคา (ทีโออาร์) และประกาศของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.)ว่า ทางกมธ.ได้เชิญตัวแทนตัวแทน กสทช. มาชี้แจงถึงเรื่องดังกล่าว ซึ่งตัวแทน กสทช.ยอมรับว่า ทั้ง 3 บริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือได้คิดค่าบริการจากประชาชนเกินกว่าที่หลักเกณฑ์กำหนด และเงื่อนไขในการออกใบอนุญาตให้บริการจริง ตามที่ระบุไว้ในหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมย่าน1800 MHz ข้อ20(5) รวมถึงในหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 900 MHz หมวด 6 เงื่อนไขในการอนุญาต ในข้อ21มาตรการเพื่อสังคมและคุ้มครองผู้บริโภค(5) ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งสรุปสาระสำคัญชัดเจนคือ จะต้องคิดอัตราค่าบริการตามการใช้งานจริง แยกเป็น การบริการเสียง ห้ามเกินนาทีละ69 สตางค์ บริการข้อความสั้น(SMS) ไม่เกิน1.15 บาท/ ข้อความ บริการข้อความมัลติมีเดีย (MMS)ไม่เกิน3.11บาท/ข้อความ และบริการอินเตอร์เน็ต(Mobile Internet) ไม่เกิน0.26 บาท/เมกกะไบค์ (MB)
นายชาญชัย กล่าวต่อว่า โดยทาง กสทช.รับปากว่าจะเร่งดำเนินการออกคำสั่งให้ทั้ง 3 บริษัทที่คิดเงินค่าบริการจากประชาชนผู้บริโภคเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดต้องคืนเงินส่วนต่างที่คิดเกิน กลับคืนให้ประชาชนผู้ใช้บริการทุกเลขหมาย โดยจะนำเสนอคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมให้ดำเนินการโดยด่วน เนื่องจาก กสทช.ได้ละเว้นการปฎิบ้ติหน้าที่ในการรักษาผลประโยชน์ให้ประชาชนผู้ใช้บริการมาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา บางรายต้องคืนให้นับพันบาท บางรายเป็นหมื่นบาท ซึ่งคณะอนุฯกมธ.จะติดตามความคืบหน้ากรณีนี้ทุก 7 วันว่าดำเนินการคืบหน้าหรือไม่อย่างไร
นายชาญชัยกล่าวต่อไปว่า ในส่วนความคืบหน้าเอาเสาคืน แต่เดิมเอไอเอสได้ยอมรับว่าจะคืนเสาให้กับรัฐ โดยมีผลตอบแทน 3.6 พันล้านต่อปี รวมเป็นเวลา 15 ปี และในสัญญายังได้อนุญาต โดยทำการเช่าต่อจากรัฐตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 59 แบ่งเป็นค่าใช้บริการพื้นที่ติดตั้งอุปกรณ์บนเสาโทรคมนาคม 3.6 พันล้านบาทต่อปี และค่าใช้เครื่องและอุปหรณ์โทรคมนาคมทรัพย์สินตามสัญญาอนุญาต ไม่รงมไฟเบอร์อปปติค เป็ฯเงิน 2,000 ล้านบาทต่อปี รวมเป็น 5.6 พันล้าน ต่อปี ขณะเดียวกันเอไอเอสยังได้ขอสงวนสิทธิ์ผ่านบริษัทเอดับบลิวเอ็น ซึ่งเป็นบริษัทลูก ในเสาสัญญาณ ซึ่งเป็นข้อพิพาทที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการ ดังนั้นทางคณะอนุฯกมธ. จะขอเชิญตัวแทนจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้ามาตรวจสอบเส้นทางการเงินว่าทางเอไอเอสได้ใช้ทรัพยสินของแผ่นดินโดยพละการหรือไม่
“เมื่อศึกษาพบช่องว่างของกฎหมายที่เอาเปรียบประชาชนผู้บริโภคแล้ว เราต้องเร่งแก้ไขเพื่อรักษาผลประโยชน์ให้ส่วนรวม เพราะกรณีเกี่ยวข้องและถือเป็นการละเมิดสิทธิประชาชนที่ถูกเก็บเงินเกินกว่าเงื่อนการออกใบอนุญาตและกฎหมายกำหนด มีประชาชนถูกละเมิดนับหลายสิบล้านคน หากเปรียบเทียบสัดส่วนของหมายเลขโทรศัพท์มือถือที่เปิดใช้บริการเกือบ90ล้านหมาย โดยประชาชนสามารถตรวสอบเพจเก็ตโปรโมชั่นที่แต่ละคนใช้อยู่ได้ โดยกดหมายเลข*165*1#และกดโทรออก ท่านจะทราบว่า ถูกคิดค่าบริการหลังจากโทรครบโปรโมชั่นแล้ว มีการคิดค่าบริการเกินจากราคาที่เงื่อนไขกำหนด โดยจะเก็บค่าโทรหลังจากนั้นนาทีละ1.50 บาท โดยเฉพาะค่าบริการอินเตอรเน็ตที่จะคิดสูงถึง 99 บาทต่อ กิ๊กกะไบค์(GB) จากที่กฎหมายกำหนดให้คิดแค่26 บาทต่อกิ๊กกะไบค์เท่านั้น รวมถึงค่าบริการอื่นๆ” นายชาญชัยกล่าว
เมื่อถามว่า ล่าสุดบริษัท คิง เพาเวอร์ฯได้มีการฟ้องนายชาญชัยเป็นคดีที่สอง จะยุติการตรวจสอบหรือไม่ นายชาญชัยกล่าวว่า การที่บริษัท คิง เพาเวอร์ฯจะฟ้องตนนั้น ก็เป็นสิทธิของเขา แต่การที่กล่าวหาว่าตนให้ข้อมูลไม่ครบ ขอประกาศให้ทราว่าอีก 8 สัปดาห์ต่อจากนี้ ตนจะแถลงข้อเท็จจริงเรื่องนี้ให้ทราบทุกอาทิตย์ ให้ครบทุกเรื่องตามความต้องการของบริษัทคิงเพาเวอร์



