
โชว์ ท่องเที่ยว ยั่งยืนเพิ่มรายได้ชุมชน
อพท.จับมือ ม.ธรรมศาสตร์ ประเมินตัวเลขทวีคูณรายได้จากการ ท่องเที่ยว อย่างยั่งยืน พบภาคีเครือข่ายนำรายได้จากการให้บริการ นทท.กลับสู่ชุมชนท้องถิ่นได้ถึง 2.09 เท่า
พันเอก ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท ผู้อำนวยการ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการ ท่องเที่ยว อย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. เปิดเผยว่า จากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้อุตสาหกรรม ท่องเที่ยว เป็นเครื่องมือในการ “แก้ไขปัญหาความยากจน” และ “ยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ” ซึ่งการที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ไม่เพียงแค่แสวงหาวิธีในการเพิ่มรายได้จากการ ท่องเที่ยว ให้เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่การส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นเจ้าของแหล่ง ท่องเที่ยว และเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการ ท่องเที่ยว ให้สามารถเข้าไปร่วมรับผลประโยชน์ในห่วงโซ่อุปทานการ ท่องเที่ยว ถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก
“หน่วยงานภาครัฐควรจูงใจให้ผู้ประกอบธุรกิจ ท่องเที่ยว ซึ่งมีความเสรีในการประกอบธุรกิจ หันมาเลือกใช้ปัจจัยการผลิตและการจ้างแรงงานในท้องถิ่น ส่งผลให้ชุมชนสามารถยกระดับเศรษฐกิจ นำสู่การบรรลุวัตถุประสงค์ในการจัดตั้ง อพท.”
จากการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการ ท่องเที่ยว อย่างยั่งยืนของ อพท. ที่มีชุมชนเป็นศูนย์กลางนั้น หลายคนอาจยังมีคำถามด้านผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ เพราะจับต้องได้ยาก ดังนั้น อพท.จึงได้ร่วมกับสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือ TU-RAC จัดทำการประเมินผลลัพธ์ของการพัฒนาการ ท่องเที่ยว อย่างยั่งยืนของ อพท. ในมิติด้านเศรษฐกิจ โดยอาศัยทฤษฎีทวีคูณของรายได้จากการ ท่องเที่ยว หรือ Multiplier Effect of Tourism เป็นแนวทาง กลุ่มตัวอย่างคือภาคีเครือข่ายผู้ประกอบธุรกิจ ท่องเที่ยว ของ อพท. เปรียบเทียบกับกลุ่มธุรกิจการ ท่องเที่ยว ในภาพรวมของพื้นที่พิเศษ
ผลจากการประเมินพบว่า ภาคีเครือข่ายที่เข้าร่วมโครงการกับ อพท. มีตัวเลขการทวีคูณของรายได้จากการ ท่องเที่ยว อย่างยั่งยืน หรือมีการนำรายได้ที่ได้รับจากการให้บริการนัก ท่องเที่ยว กลับสู่ชุมชนท้องถิ่นได้ถึง 2.09 เท่า มากกว่าผู้ประกอบธุรกิจ ท่องเที่ยว ทั่วไปที่ไม่ได้เป็นภาคีเครือข่ายซึ่งมีผลการประเมินในระดับ 1.38 เท่า
ผลการประเมินของ TU-RAC ยังแสดงให้เห็นอีกว่า ที่มาของตัวเลขดังกล่าว มาจากความสามารถในการขายปัจจัยการผลิตสินค้าและบริการของภาคีเครือข่ายเป็นตัวเลขที่สูงกว่าผู้ประกอบธุรกิจการ ท่องเที่ยว ที่ไม่ได้เป็นภาคีเครือข่ายฯ ในทุกพื้นที่พิเศษ นอกจากนั้นภาคีเครือข่ายของ อพท. ยังมีการจ้างแรงงานในท้องถิ่นกว่าร้อยละ 59 เป็นตัวเลขซึ่งสูงกว่าผู้ประกอบธุรกิจ ท่องเที่ยว ที่ไม่ได้เป็นภาคีเครือข่ายฯ ซึ่งมีการจ้างแรงงานในท้องถิ่นเฉลี่ยร้อยละ 40
“จากตัวเลขดังกล่าว เป็นสิ่งยืนยันว่าภาคีเครือข่ายการพัฒนาการ ท่องเที่ยว อย่างยั่งยืนของ อพท. มีส่วนในการสร้างความมั่นคงยั่งยืนทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนท้องถิ่น จากการที่รายได้ของนัก ท่องเที่ยว สามารถกระจาย กลับสู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นธรรมมากขึ้น”
อย่างไรก็ตาม ผลจากการประเมินนี้ อพท.จะต้องนำไปขยายผล โดยเพิ่มภาคีเครือข่ายการ ท่องเที่ยว อย่างยั่งยืนให้มีจำนวนมากขึ้น และสร้างกระบวนการส่งต่อองค์ความรู้เรื่องการ ท่องเที่ยว อย่างยั่งยืนของภาคีเครือข่ายรุ่นพี่ สู่ภาคีเครือข่ายรุ่นน้อง ตลอดจนเข้าไปสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับปัจจัยการผลิตและเสริมสร้างศักยภาพของแรงงานในท้องถิ่น เพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานการ ท่องเที่ยว ได้อย่างเต็มภาคภูมิ



