
แนะ "สตาร์ทอัพ” ไทยงัดไม้เด็ดแข่งภูมิภาค
ฟันเฟืองขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่โมเดลใหม่ “ไทยแลนด์ 4.0” ก็คือการสร้าง “นักรบเศรษฐกิจใหม่” หรือ สตาร์ทอัพ
หนึ่งในฟันเฟืองที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่โมเดลใหม่ “ไทยแลนด์ 4.0” หรือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย “นวัตกรรม” ตามนโยบายของรัฐบาลนั้น ก็คือการสร้าง “นักรบเศรษฐกิจใหม่” หรือ สตาร์ทอัพ โดย “สมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์” ผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมธุรกิจ และดีแทค แอคเซอเลอเรท บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค ได้มาอัพเดทสถานการณ์สตาร์ทอัพล่าสุด
สมโภชน์กล่าวว่า “สตาร์ทอัพ” ในประเทศไทยอยู่ในช่วงโอกาสที่มีการเติบโตที่ดี และจำนวนเงินลงทุนก็เติบโตสูง โดยเมื่อปี 2555 สตาร์ทอัพไทยในยุคเริ่มต้นได้เงินรับลงทุนจาก VC (Venture Capital) เพียง 3 ราย จนปัจจุบันมีกว่า 70 ราย เนื่องจากมีเม็ดเงินลงทุนเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น จาก 8,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปี 2557 เป็น 17,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2558 ซึ่งเติบโตเป็น 2 เท่า
ขณะที่เม็ดเงินลงทุนในภูมิภาคอื่นๆ เริ่มลดลง เนื่องจากเกิด โอเวอร์ แวลู หรือภาวะฟองสบู่ ขณะที่สตาร์ทอัพในภูมิภาคนี้และไทยยังมีราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับตลาดโลก และยังไม่เกิดภาวะฟองสบู่
ทั้งนี้ ปัจจุบันสตาร์ทอัพไทยที่มีอยู่ในระบบมีมากกว่า 2,000 ราย แต่ในจำนวนนี้เป็นสตาร์ทอัพที่มีคุณภาพ พร้อมจะเติบโตได้มีประมาณ 10% หรือราว 200 รายเท่านั้น ขณะที่สตาร์ทอัพระดับมีคุณภาพจริงๆ พอจะออกไปสู่ระดับโลกได้นั้น ต้องยอมรับว่ายังสู้สตาร์ทอัพในภูมิภาคเดียวกับเรายังไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ มาเลเซีย และฮ่องกง
รวมทั้งเวียดนาม ที่ปัจจุบันแซงหน้าไทยไปแล้ว ทั้งในแง่ของจำนวนสตาร์ทอัพที่มีคุณภาพ และในแง่ของเม็ดเงินลงทุนจาก VC โดยเม็ดเงินลงทุนที่เข้ามาในประเทศไทย เมื่อปี 2558 ตัวเลขที่เปิดเผยมีจำนวน 33.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และปีนี้ (2559) คาดว่าเม็ดเงินลงทุนจาก VC จะเติบโต หรือมีเข้ามาราว 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เม็ดเงินลงทุนในสตาร์ทอัพ ในเวียดนามนั้น มีจำนวนแซงหน้าไทยไปแล้ว ซึ่งเมื่อปี 2558 เขาได้รับมากกว่า 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
“อย่างไรก็ตาม ยังมองว่าสตาร์ทอัพไทยยังมีความหวัง แต่เราจะต้องหาจุดแข็งที่เรามีมานำเสนอ เพื่อให้สามารถแข่งขันในภูมิภาคให้ได้ เช่น ไทยเราเป็นประเทศที่มีความพร้อมด้านเกษตรกรรม จึงเชื่อได้ว่าในด้าน Agritech เราจะเป็นมือหนึ่งของโลกได้ไม่ยาก แต่เราจะต้องหาสตาร์ทอัพที่มีความพร้อมจะก้าวไปข้างหน้าให้ได้”
สมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์
สมโภชน์ กล่าวว่า การจะแข่งขันได้นั้น มองว่าประเทศไทยจะต้องมีความพร้อมใน 2 ด้าน คือ การสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ให้แก่สตาร์ท อัพไทยโดยภาครัฐ และสตาร์ทอัพเอง ที่จะต้องมีความหลงใหล (Passion) ในสิ่งที่ทำให้มากพอ
ทั้งนี้ระบบนิเวศของสตาร์ทอัพไทยมองว่ายังไม่แข็งแรงพอเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่น การแก้กฎหมายที่จะเอื้อให้ธุรกิจใหม่เหล่านี้เติบโตได้ ซึ่งหลายๆ ประเทศทำมาก่อนหน้าประเทศไทย อย่างสิงคโปร์ ทำมาแล้วเมื่อ 15 ปีก่อน มาเลเซีย 7 ปีก่อน และเวียดนามทำไปแล้วเมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งสตาร์ทอัพในประเทศเหล่านี้มีความพร้อมไม่นานมานี้ ดังนั้นภาพของประเทศไทยในปัจจุบันที่รัฐออกนโยบายการส่งเสริมและสนับสนุนสตาร์ทอัพมาแล้วนั้น มองว่ากว่าจะสร้างความพร้อมได้ก็ยังต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 2-5 ปี
ขณะที่สตาร์ทอัพเองจะต้องมีองค์ประกอบใน 3 ด้าน คือ 1.คนที่จะเป็นซีอีโอจะต้องมีความหลงใหลอย่างแรงกล้ามากพอที่จะทำ เช่น ความปรารถนาในการแก้ไขปัญหาสังคมผู้สูงอายุ อย่างเช่น ทีม Health at Home หรือการออมเงินเพื่อวัยเกษียณ ของทีม Finnomena เป็นต้น 2.จะต้องมีทีมเท็คที่แข็งแกร่งมากพอในการนำเสนอธุรกิจ และ 2.มีทีมที่ดูแลด้านดีไซน์ การทำแอพพลิเคชั่นให้สวย เพื่อให้คนกลับมาใช้
“นอกจากนี้อยากจะฝากไปยังสตาร์ทอัพว่า อย่าทำเพราะคิดเพียงว่า “เท่” หรือคิดว่าทำแล้วจะมีรายได้เข้ามามากๆ เพราะในความเป็นจริงของสตาร์ทอัพนั้น จะมีเพียง 10% เท่านั้นที่ประสบความสำเร็จ ขณะที่อีก 10% อยู่แบบซังกะตาย เป็นเหมือนซอมบี้ ที่ไม่ตายแต่ก็เลี้ยงไม่โต ขณะที่ส่วนใหญ่หรือ 80% เจ๊ง หรือตายจากไป” สมโภชน์ กล่าว
ผู้บริหารดีแทคยังกล่าวถึง “ดีแทค แอคเซอเลอเรท” ด้วยว่า คือโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพของดีแทค ที่ขานรับและส่งเสริมนโยบายภาครัฐ ในการสนันสนุนสตาร์ทอัพไทย โดยในปัจจุบัน ดีแทค มีสตาร์ทอัพในกลุ่มที่ดูแลรวม 22 ทีม มูลค่ารวมกัน 1,200 กว่าล้านบาท โดยในปีนี้ได้จัดโครงการดีแทค แอคเซอเลอเรท เป็นปีที่ 4 และได้คัดเลือกทีมสตาร์ทอัพ เข้าร่วมโครงการ 11 ทีม จากใบสมัครที่เข้ามากว่า 500 ทีม ขณะนี้อยู่ในช่วงของการจัดคอร์สอบรม และจะจัดให้มีการนำเสนอผลงานรอบสุดท้ายในกลางเดือนสิงหาคมนี้
สำหรับ 11 ทีมที่คัดมา ถือได้ว่าตอบโจทย์ความต้องการไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน รวมถึงบิสิเนสโมเดลที่มุ่งมั่นจะสร้างผลงานให้สำเร็จ ได้แก่ ทีม Finnomena, ทีม WearandShare, ทีม Fabbrigade, ทีม Savinsure, ทีม Freshket, ทีม Fastwork, ทีม CloudCommerce, ทีม Health at Home, ทีม Visionear, ทีม PlanforFit และทีม Eventpass



