
อภิสิทธิ์มอบรางวัล8คนไทยดีเด่นเสียสละทุ่มเทเพื่อสังคมไทย
นายกรัฐมนตรี ชื่มชม 8 คนไทยที่มีผลงานดีเด่นเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ ด้วยความทุ่มเท เสียสละ บ่นอยากเห็นสังคมไทยมีกระบวนการส่งเสริมให้คนทำความดีที่เข้มแข็ง
เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 6 ส.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบโล่เกียรติคุณแก่บุคคล หน่วยงานและโครงการดีเด่นของชาติ ประจำปี 2551 จำนวน 8 ราย จัดโดย สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
พ.ท.กมล ประจวบเหมาะ ประธานอนุกรรมการคัดเลือกและเผยแพร่ผลงานดีเด่นของชาติ กล่าวรายงานว่า คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการคัดเลือกและเผยแพร่ผลงานดีเด่นของชาติ เพื่อทำหน้าที่พิจารณา คัดเลือกบุคคล หน่วยงานและโครงการต่าง ๆ ทั่วประเทศ ที่มีผลงานดีเด่นเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติโดยส่วนรวม แล้วนำมาประกาศเกียรติคุณยกย่องเชิดชู เพื่อเป็นการส่งเสริมและให้กำลังใจ อีกทั้งเพื่อให้ผลงานเป็นที่ปรากฎต่อสังคม โดยมุ่งหวังให้บุคคลและหน่วยงานต่าง ๆ ได้ยึดถือปฏิบัติเป็นแบบอย่าง ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการฯ ได้เริ่มทำการคัดเลือกบุคคลฯ มาตั้งแต่ปี 2527 มีผู้ได้รับรางวัลไปแล้วรวม 187 ราย และในปี 2551 อีก 8 ราย รวมทั้งสิ้น 195 ราย
จากนั้น นายอภิสิทธิ์ ได้แสดงความชื่นชมแก่ผู้ที่ได้รับรางวัลเเละกล่าวว่า ปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าคือการที่สังคมมีบุคคล หน่วยงานที่ได้ประกอบคุณงามความดี เสียสลละ และทุ่มเทการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น เพื่อสร้างสรรค์คุณประโยชน์ต่อส่วนรวม และมีโครงการที่เป็นประโยชน์จำนวนมาก
" สังคมไทยในวันนี้ จำเป็นต้องให้กำลังใจแก่คนที่ทำดี เพื่อให้มีคนที่ทำงานเพื่อส่วนรวมมากขึ้น แม้ทราบดีว่าคนที่ทำดีส่วนใหญ่มักทำดีด้วยใจ และไม่ได้ต้องการผลตอบแทน แต่การยกย่องส่งเสริมคนดีอย่างเป็นรูปธรรมถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะเป็นแรงจูงใจทำให้คนทำความดีได้มีพลังที่จะทำดีกันมากขึ้น "นายอภิสิทธิ์ ระบุ
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เป็นเรื่องน่าเสียดายที่สังคมไทย ยังไม่มีกระบวนการส่งเสริมให้คนทำความดีที่มีความเข้มแข็ง ส่วนใหญ่จะมอบรางวัลให้แก่ผู้ที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว จึงเห็นว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรที่จะร่วมกันพิจารณา เพื่อหาทางทำให้เกิดระบบหรือกระบวนการยกย่องส่งเสริมคนที่ทำความดีให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สำหรับผู้ที่ได้รับการประกาศเกียรติคุณในวันนี้ ถือได้ว่าเป็นบุคคลที่อุทิศทุ่มเทการทำงานในแต่ละสาขาด้วยความมุ่งมั่นและเสียสละ เป็นการทำงานด้วยจิตใจ เพื่อประโยชน์ต่อสังคม ประเทศชาติ และบุคคลอื่น ๆ อย่างแท้จริง
" การทำความดีไม่มีอะไรที่จะเป็นอุปสรรคมที่ทำให้คนทำความดีไม่ได้ ทุกคนสามารถทำความดีได้ในทุกที่และทุกเวลา ถ้าทุกคนรักที่จะทำและทำกันด้วยใจ และเชื่อมั่นว่าทุกคนที่มีความดีทั้งหลายจะดำรงรักษาความดีไว้ได้อย่างยั่งยืนต่อไป "นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้าย



