จ่อฟันวินัย-อาญา“ร.ต.อ.”เรียกรับเงินวิ่งเต้นตำแหน่ง
“ศานิตย์” สั่งผบก.น.2 สอบข้อเท็จจริงคดีฉาว ร.ต.อ.แจ้งจับร.ต.อ. เรียกรับเงินวิ่งเต้นตำแหน่ง จ่อลงโทษทั้งอาญา-วินัย
จากกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพบันทึกรายงานคดีที่เกิดขึ้นถึงผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 (ผบก.น.2) ซึ่งมีข้อมูลระบุว่าการแจ้งความดำเนินคดีระหว่างตำรวจยศ ร.ต.อ. 2 คน ได้แจ้งความไว้ที่ สน.บางซื่อ โดยมีใจความระบุว่า ฝ่ายผู้เสียหายได้ว่าจ้างตำรวจนายหนึ่งยศ ร.ต.อ.ด้วยเงิน 7 แสนบาท เป็นค่าวิ่งเต้นตำแหน่งขึ้น “สารวัตร(สว.)” แต่เมื่อถึงเวลาพิจารณาปรับเลื่อนตำแหน่ง ปรากฏว่าอีกฝ่ายไม่สามารถทำตามที่รับปากได้จึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์เพื่อขอให้มีการดำเนินคดีทางกฏหมาย เหตุเกิดภายในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง ริมถนนวิภาวดีรังสิต เขตพญาไท เมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา
ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. เปิดเผยว่า ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวจาก พล.ต.ต.เจริญ ศรีศศลักษณ์ ผบก.น.2 แล้ว และได้สอบถามไปยัง พ.ต.อ.เศกสิทธิ์ สุภาอ้วน ผกก.สน.บางซื่อ ถึงรายละเอียดคดีทั้งหมดที่เกิดขึ้น พร้อมยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องจริง ซึ่งได้มอบให้ พล.ต.ต.เจริญ เร่งดำเนินการสืบสวนหาข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา และยืนยันที่จะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย ส่วนกรณีที่มีการว่าจ้างโดยหวังผลประโยชน์ในทางราชการนั้นจะต้องพิจารณาทั้งสองส่วน
พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวอีกว่า สำหรับกรณีของผู้ที่มีการเรียกรับผลประโยชน์ ก็อาจเข้าข่ายความผิด ฐานเรียกรับหรือรับ ผลประโยชน์ที่ได้มาโดยมิชอบ ซึ่งเป็นความผิดทางอาญา มีอัตราโทษจำคุก 5 ปีปรับไม่เกิน 10,000 บาท ส่วนผู้ที่ว่าจ้างว่าจะขอซื้อตำแหน่งทางราชการนั้น เบื้องต้นมองว่าเข้าข่ายเป็นความผิดทางวินัย และอาจเข้าข่ายความผิดทางอาญาตามมาตรา 144 ฐาน ผู้ใดให้ เสนอให้ รับว่าจะให้ เพื่อจูงใจให้กระทำผิดโดยไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งสองส่วนดังกล่าวต้องมีการตรวจสอบและพิสูจน์ข้อเท็จจริงก่อน จึงจะสามารถสรุปได้ว่า เข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดดังกล่าวหรือไม่
“กรณีที่ตั้งข้อสงสัยว่า อาจเป็นการกุเรื่องขึ้นเพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับอีกฝ่ายหนึ่งนั้น ส่วนตัวมองว่าเรื่องดังกล่าวมีความเป็นไปได้น้อย แต่อยากขอเวลาให้ทางตำรวจได้มีการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อให้มีคำตอบต่อสังคม เพื่อยุติข้อครหาต่างๆ” พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าว
ต่อมาเวลา 09.00 น. วันเดียวกัน พล.ต.ต.เจริญ ศรีศศลักษณ์ ผบก.น.2 ได้เดินทางเข้าไปที่ สน.บางซื่อ เพื่อตรวจข้อเท็จจริงกรณี ร.ต.อ.ชาญชาย เย็นสุข รองสว.จร.สน.นิมิตรใหม่ แจ้งความเอาผิดกับ ร.ต.อ.ชนินท์ธัช รัตน์ชิโนตรัย รองสวป.สน.บางรัก เพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนพลตำรวจ ฐานเรียกรับผลประโยชน์ หลังหลอกเอาเงิน 7 แสนบาท เพื่อแลกกับการโยกย้ายตำแหน่งให้ แต่กลับพบว่าไม่สามารถวิ่งเต้นตำแหน่งให้ได้จริง โดยมี พ.ต.อ.เศกสิทธิ์ สุภาอ้วน ผกก.สน.บางซื่อ พร้อม พ.ต.อ.หญิงดรุณี ทัศนา ผกก.(สอบสวน) สน.บางซื่อ พ.ต.ท.สมาน คลองสิน รองผกก.(สอบสวน)สน.บางซื่อ และ พ.ต.ต.หญิงจิราพร มณฑลทอง สว.(สอบสวน)สน.บางซื่อ ร่วมชี้แจงเกี่ยวกับคดีดังกล่าว
พล.ต.ต.เจริญ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยมี ร.ต.อ.ชาญชาย เย็นสุข รองสว.จร.สน.นิมิตรใหม่ อายุ 39 ปี เดินทางเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนสน.บางซื่อ ว่าถูก ร.ต.อ.ชนินท์ธัช รัตน์ชิโนตรัย รอง สวป.สน.บางรักอายุ 38 ปี ได้หลอกลวงเอาเงินสดจำนวน 7 แสนบาท พร้อม อ้างว่าจะนำเงินไปซื้อของขวัญให้กับนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ เนื่องจากร.ต.อ.ชาญชาย ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นสารวัตร ซึ่งจากข้อเท็จจริงแล้ว เมื่อมีการแจ้งความพบว่าเรื่องดังกล่าวเป็นพฤติการณ์หลอกลวง ฉ้อโกง เอาเรื่องเท็จมากล่าว ของร.ต.อ.ชนินท์ธัช โดยการสร้างเรื่องทำให้ตนเองน่าเชื่อถือว่ารู้จักกับผู้บังคับบัญชาระดับสูง สามารถวิ่งเต้นเลื่อนตำแหน่งได้ เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินจำนวนดังกล่าว โดยเมื่อต้นเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมาร.ต.อ.ชนินท์ธัช มาบอกกับร.ต.อ.ชาญชาย มีชื่อได้เลื่อนเป็นสารวัตร ให้นำเงินมาให้เพื่อที่จะนำเงินไปซื้อของขวัญให้กับนาย หรือผู้ใหญ่หลายคน ทำให้ร.ต.อ.ชาญชาย หลงเชื่อนำเงินจำนวน 7 แสนบาทมามอบให้ร.ต.อ.ชนินท์ธัช ภายในปั๊มน้ำมัน ปตท.ข้างร.1 รอ. ถนนวิภาวดีขาออก
พล.ต.ต.เจริญ เปิดเผยอีกว่า เมื่อพนักงานสอบสวนรับแจ้งก็ติดต่อเรียกร.ต.อ.ชนินท์ธัช มาพบพร้อมบอกว่าตัวเองไม่ได้ติดต่อนายตำรวจท่านใดเพื่อให้เลื่อนตำแหน่งร.ต.อ.ชาญชาย เพียงแค่ไปหลอกลวง ร.ต.อ.ชาญชายที่เป็นเพื่อนนักเรียนสิบตำรวจด้วยกัน เพื่อนำเงินมาใช้จ่ายเองเท่านั้น เมื่อทราบว่าร.ต.อ.ชาญชาย มาแจ้งความก็นำเงินจำนวน 7 แสนบาท มามอบให้แต่ไม่พบ จึงฝากไว้กับพนักงานสอบสวน หลังจากนี้หากมีผู้ใดเคยถูกร.ต.อ.ชนินท์ธัช หลอกลวงในลักษณะดังกล่าวสามารถที่จะมาให้ถ้อยคำกับพนักงานสอบสวนสน.บางซื่อ เพื่อที่จะดำเนินคดีเป็นรายๆ ไป
"การดำเนินคดีทางพนักงานสอบสวนได้ดำเนินคดีกับร.ต.อ.ชนินท์ธัช ซึ่งเป็นรอง สวป.สน.บางรัก ในข้อหาผู้ใดเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์ อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือ ได้จูงใจพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล โดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมาย หรือโดยอิทธิพลของตน ให้กระทำการหรือไม่กระทำการ ในหน้าที่อันเป็นคุณ หรือเป็นโทษแก่บุคคลใด แต่พฤติการณ์คือการฉ้อโกงทรัพย์แต่ในขณะนี้ยังไม่ได้สอบเพิ่มเติม เนื่องจากต้องรอให้ผู้เสียหายเข้าแจ้งความเสียก่อน โดยทางพนักงานสอบสวนได้รายงานข้อเท็จจริงให้กับผู้บังคับบัญชาสายงานทั้ง 2 ฝ่ายทราบแล้ว ซึ่งในเรื่องการดำเนินคดีอาญาทางสน.บางซื่อจะเป็นฝ่ายดำเนินการ" ผบก.น.2 ระบุ
พล.ต.ต.เจริญ กล่าวด้วยว่า สำหรับความผิดทางวินัยนั้นต้องให้ต้นสังกัด บก.น.6 ของร.ต.อ.ชนันท์ธัช และ บก.น.3 ของ ร.ต.อ.ชาญชาย ดำเนินการ ซึ่งโทษทางวินัยสูงสุดในกรณีนี้มีโทษขึ้นขั้นไล่ออก เรื่องนี้จะมีผู้บังคับบัญชาในสายงานบก.น.6 หรือไม่ก็ทาง บช.น. เป็นผู้สอบสวน ส่วนจะดำเนินคดีทั้ง 2 คนหรือไม่นั้น ในเบื้องต้น ร.ต.อ.ชาญชาย ยังเป็นผู้เสียหายอยู่ เนื่องจากถูกหลอกว่าได้รับตำแหน่งแล้ว และต้องการเงินไปซื้อของขวัญตอบแทนผู้บังคับบัญชา ซึ่งในขณะนี้จากการสอบสวนเบื้องต้นไม่มีการกล่าวพาดพิงไปยังผู้บังคับบัญชาท่านใด หลังจากนี้จะเรียกทั้ง 2 คนมาสอบสวนเพิ่มเติมอีกครั้ง หากทางร.ต.อ.ชาญชายยังติดใจ อาจจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมในข้อหาฉ้อโกง
พ.ต.อ.นคร ทองพานิช ผกก.สน.บางรัก เปิดเผยถึงกรณีร.ต.อ.ชนินท์ธัช รัตน์ชิโนตรัย รองสวป.สน.บางรัก ถูกร.ต.อ.ชาญชาย เย็นสุข รองสว.จร.สน.นิมิตรใหม่ แจ้งความที่สน.บางซื่อ เพื่อให้เอาผิดฐานเรียกรับผลประโยชน์ หลังหลอกเอาเงินจำนวน 7 แสนบาท เพื่อแลกกับการโยกย้ายตำแหน่งเป็นระดับสารวัตร ว่า เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ที่ผ่านมาทางสน.บางรักได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วโดยมี พ.ต.ท.สมภพ เชาว์เพชรไพรโรจน์ สว.ป.สน.บางรัก เป็นหัวหน้าคณะกรรมการสืบสวน จากนั้นได้ส่งเรื่องดังกล่าวไปยังกองบังคับการตำรวจนครบาล 6(บก.น.6) เพื่อเตรียมตั้งคณะกรรมการสอบสวน ส่วนจะมีการออกคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนหรือพักราชการหรือไม่นั้น ก็จะเป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชาใน บก.น.6 จะพิจารณาเห็นสมควร



