
ชี้ช่องลงโทษไม่จ่ายค่าส่วนกลาง
ชี้ช่องลงโทษไม่จ่ายค่าส่วนกลาง ปรับเงินเพิ่มสูงสุด 20% - ระงับให้บริการ
ปัญหาในการจัดเก็บค่าส่วนกลางในอาคารชุดและโครงการบ้านจัดสรรยังมีต่อเนื่อง โดยผู้อยู่อาศัยมักอ้างเรื่องความไม่พึงพอใจในบริการ และไม่ได้อยู่อาศัยในโครงการ หรือแม้แต่การจงใจไม่จ่าย แต่ไม่ว่าจะเหตุผลใดก็ตาม ส่งผลต่อการบริหารสินทรัพย์ภายในโครงการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะหากงบประมาณไม่เพียงพอต่อการบำรุงซ่อมแซมสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ จะส่งผลต่อความเสื่อมโทรมของโครงการด้วย
นายธนันทร์เอก หวานฉ่ำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเตอร์ เรียลตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด (IRM) และอดีตนายกสมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาการบริหารทรัพย์สินในโครงการอาคารชุดและบ้านจัดสรรยังประสบปัญหาเรื่องการจัดเก็บเงินค่าส่วนกลางอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการจัดเก็บค่าใช้จ่ายไม่ครบ ส่งผลต่องบประมาณในการบริหารจัดการไม่เพียงพอ หากโครงการใดไม่มีวิธีในการสร้างรายได้ต่างๆ เพิ่มเติม จะส่งผลความเสียหายต่อการบริหารทรัพย์สิน เช่น ไม่มีเงินจ้าง รปภ. และแม่บ้านได้เพียงพอกับความต้องการของผู้อยู่อาศัย หรือแม้กระทั่งไม่มีงบประมาณสำหรับการซ่อมแซมสาธารณูปโภค ทำให้โครงการทรุดโทรมและกระทบต่อการอยู่อาศัยในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสะดวกสบายในการใช้บริการพื้นที่ส่วนกลาง รวมทั้งเรื่องความปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามที่ผู้อยู่อาศัยนำมาอ้างในการไม่ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ถือว่าเป็นการทำผิดกฎหมายอาคารชุดและบ้านจัดสรร ซึ่งแต่ละโครงการจะมีบทลงโทษเจ้าของร่วมที่ไม่ชำระเงินที่แตกต่างกัน เช่น หากไม่ชำระตามจำนวนที่กำหนดไว้จะต้องถูกเรียกเก็บเพิ่มอีก 12% และหากไม่ชำระตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ต้องชำระเงินเพิ่มอีก 20% ของจำนวนที่เรียกเก็บปกติ แต่ถ้าได้มีการแจ้งไปแล้วยังเพิกเฉยบางโครงการก็จะมีการระงับการใช้บริการสาธารณะ และไม่มีสิทธิ์ในการออกเสียงในที่ประชุม
“หากไม่ยอมชำระหลังจากมีการแจ้งเตือนครั้งสุดท้ายจะต้องถูกฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมาย ที่สำคัญกฎหมายจัดสรรที่ดินฉบับแก้ไขใหม่เปิดโอกาสให้นิติบุคคลบ้านจัดสรรและผู้ประกอบการสามารถแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม (อายัด) ในที่ดินจัดสรรแปลงที่ค้างชำระค่าส่วนกลางได้แต่ตั้ง 6 เดือนขึ้นไป” นายธนันทร์เอก กล่าว
ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา ผู้อยู่อาศัยหรือเจ้าของร่วมจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และปัญหาดังกล่าวส่วนใหญ่ไม่เกิดขึ้นกับโครงการใหม่ที่ได้มีการเก็บค่าส่วนกลางล่วงหน้าไปแล้วอย่างน้อย 1-2 ปี แต่หลังจากนี้ไปแล้วผู้บริหารทรัพย์สินจะต้องทำหน้าที่ในการจัดเก็บและสร้างความเข้าใจถึงความสำคัญของค่าส่วนกลาง
นายธนันทร์เอกเชื่อว่า ปัญหาดังกล่าวจะค่อยๆ ลดลงเพราะภาครัฐได้ประกาศใช้กฎหมายจัดสรรที่ดินฉบับแก้ไขใหม่ ซึ่งได้มีการกำหนดหลักการและวิธีการระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม (อายัด) ในกรณีที่ค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ส่งผลให้เจ้าของบ้านไม่สามารถทำนิติกรรมใดๆ กับบ้านของตนเองได้ ทั้งนี้ สาระสำคัญของกฎหมายจัดสรรที่ดินฉบับแก้ไขนี้ ได้เปิดโอกาสให้นิติบุคคลบ้านจัดสรรและผู้ประกอบการสามารถแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม (อายัด) ในที่ดินจัดสรรแปลงที่ค้างชำระค่าส่วนกลางได้ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป
ทั้งนี้ ในกรณีที่นิติบุคคลบ้านจัดสรรจะดำเนินการระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม กับที่ดินแปลงที่มีปัญหาเรื่องค่าส่วนกลาง จะต้องมีหนังสือแจ้งให้ผู้ค้างชำระทราบก่อน โดยต้องบอกล่วงหน้าให้ชำระไม่น้อยกว่า 15 วัน นับจากวันที่ได้รับหนังสือ และต้องส่งไปรษณีย์ลงทะเบียนแบบตอบรับเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินสั่งระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม (อายัด) หลังจากนั้นทางที่ดินจะมีหนังสือแจ้งให้เจ้าของที่ดินได้รับทราบเรื่องการถูกระงับดังกล่าวหากเจ้าของที่ดินตระหนักถึงการถูกระงับและดำเนินการชำระค่าส่วนกลางแล้ว นิติบุคคลบ้านจัดสรรหรือผู้ประกอบการ จะต้องทำหนังสือแจ้งไปยังเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อให้ยกเลิกการระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมภายใน 7 วัน นับจากวันที่เจ้าของที่ดินชำระค่าส่วนกลาง
นอกจากนี้ แล้วกฎหมายจัดสรรที่ดินฉบับแก้ไขใหม่นี้ ยังระบุถึงกรณีที่ผู้จัดสรรที่ดินได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินให้สามารถจัดเก็บค่าบริการส่วนกลาง แต่ยังไม่ได้จัดตั้งนิติบุคคลบ้านจัดสรร ซึ่งส่วนใหญ่ได้จัดเก็บล่วงหน้าจากผู้ซื้อไปแล้ว และหมู่บ้านจัดสรรส่วนใหญ่จะเก็บค่าส่วนกลางล่วงหน้า 2 ปี เมื่อครบกำหนด 2 ปี แล้วผู้จัดสรรที่ดินสามารถแจ้งการจัดเก็บรอบใหม่ได้อีกครั้ง หากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรยังไม่ชำระและค้างชำระตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ผู้ประกอบการสามารถแจ้งให้เจ้าหน้าที่ที่ดินระงับการจัดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมได้เช่นกัน
นายธนันทร์เอกกล่าวเพิ่มเติมว่า กฎหมายจัดสรรฉบับแก้ไขใหม่ยังได้ระบุการจดทะเบียนนิติบุคคลไว้ 3 เรื่องคือ 1.ที่ประชุมต้องมีมติให้จัดตั้งนิติบุคคล 2.ต้องมีการรับรองข้อบังคับ 3.ต้องแต่งตั้งตัวแทนเพื่อดำเนินการจดทะเบียนนิติบุคคล ซึ่งทั้ง 3 ข้อนี้จะต้องมีคะแนนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของที่จำนวนบ้านทั้งหมดในโครงการ ส่วนเรื่องการแต่งตั้งตัวแทนในการจดทะเบียนนิติบุคคลนั้น กฎหมายระบุว่าจะต้องเป็นผู้ดำเนินการจัดประชุมใหญ่อีกครั้ง เพื่อเลือกตั้งกรรมการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับจากเป็นนิติบุคคลแล้วเสร็จ



