
นายหน้า หรือ ค้ามนุษย์
ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : นายหน้า หรือ ค้ามนุษย์ : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ
ราวปลายปี พ.ศ.2518 หลังจากอเมริกาแพ้สงครามเวียดนาม จนต้องถอยทัพกลับบ้านและยกเลิกการตั้งฐานทัพในภูมิภาคนี้ ซึ่งในช่วงเวลานั้นอุตสาหกรรมขุดเจาะน้ำมันทางตะวันออกกลางกำลังเฟื่องฟู แต่ยังขาดแคลนแรงงานประเภทฝีมือช่างอยู่มาก อดีตทหารอเมริกันที่เคยเข้ามาประจำการในประเทศไทยและไปบุกเบิกทำงานในย่านนั้น จึงเดินทางมาชักชวนคนงานไทยที่เคยร่วมงานกันตามแคมป์ทหารต่างๆ ให้ไปทำงานโดยมีซาอุดีอาระเบียเป็นแหล่งงานใหญ่แห่งแรกๆ
คนขายแรงงานในยุคแรกๆ ไม่ต้องเสียค่าหัวคิวเหมือนในยุคต่อๆ มา แถมยังได้เงินก้อนแรกหลายหมื่นบาททิ้งไว้ให้ครอบครัวใช้สอยระหว่างที่ตนเองไม่อยู่ และมีสัญญาให้เดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านได้ปีละหนึ่งครั้งโดยที่ทางผู้ว่าจ้างออกค่าเดินทางให้อีกด้วย เพราะยุคนั้นแรงงานไทยส่วนใหญ่ยังไม่มีใครกล้าออกไปหากินต่างประเทศ
แต่หลังจากนั้นไม่นานเมื่อมีคนรู้ข่าวว่ามีงานทำ และมีรายได้สูงกว่าอยู่ในประเทศไทยหลายเท่า บวกกับประเทศแถบนั้นมีความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คนงานจากไทย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ จึงหลั่งไหลเข้าไปจนถึงขั้นแย่งงานกัน
จากเดิมที่ฝ่ายผู้ว่าจ้างต้องงอนง้อ ก็เริ่มมีคนไทยตั้งตัวเป็นนายหน้าจัดหาคนงานส่งไปประเทศเหล่านั้น และเมื่อมีแรงงานไทยจำนวนมากต้องการไปทำงานประเภทต่างๆ ที่แตกแขนงออกไปมากขึ้น ภาครัฐก็เริ่มยื่นมือเข้าไป “พัฒนาฝีมือแรงงาน” และทำการทดสอบก่อนจะส่งตัวไป เท่ากับว่าแรงงานไทยเริ่มมีขั้นตอนและต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น นายหน้าผู้จัดหางานก็เริ่มมีการเก็บ “ค่าบริการ” หรือเก็บค่าหัวแรงงานที่ต้องการไปทำงาน
ในขณะที่ฝ่ายแรงงานเองก็มีทั้งสมหวังได้ไปทำงานตามที่ฝันเอาไว้ และจำนวนไม่น้อยที่ไปหลงอบายมุขที่ต่างแดนจนหมดเนื้อหมดตัวกลับมา หรือที่ส่งเงินส่งทองมาให้เมียที่อยู่เมืองไทยใช้จ่ายมือเติบจนบ้านแตกสาแหรกขาดก็เยอะ
ปัจจุบันนี้มีแรงงานต่างชาติจากเพื่อนรอบบ้านเข้ามาทำงานในบ้านเรานับล้านคน และแรงงานเหล่านั้นหลายคนก็ไม่ต่างไปจากแรงงานไทยยุค “ไปเสียนา กลับมาเสียเมีย” เพราะต้องจ่ายค่าหัวและถูกตั้งกฎกติกามากมายจากพวกเดียวกันเอง ถึงขั้นที่มีข่าวปรากฏอยู่บ่อยๆ เกี่ยวกับเรื่องของ “ส่วยแรงงาน”
แต่ปัญหาทั้งหมดนั้นหากภาครัฐและนายจ้างชาวไทยมีการควบคุมและตั้งกฎเกณฑ์ให้รัดกุม โดยใช้บทเรียนเมื่อครั้งที่คนไทยของเราอยู่ในสภาพไปขายแรงงานที่ต่างประเทศมาเป็นแม่แบบ ปัญหาดังกล่าวทั้งหลายก็น่าจะลดน้อยลงไปได้
สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องควบคุมเรื่องระบบการจัดหา หรือต้องจัดการขึ้นทะเบียน “นายหน้า” เอาไว้ก่อน เพราะถือว่าเป็นต้นตอของปัญหาทั้งหมด แต่ต้องไม่ทำให้เป็นการไปเพิ่มภาระด้านค่าใช้จ่ายให้แก่แรงงาน และต้องทำให้โปร่งใสต้องแยกกันให้ได้ระหว่างค่าจัดหางานหรือค่าบริหารจัดการ กับค่านายหน้าเถื่อนหรือการเก็บส่วยซึ่งมักมาพร้อมกับคำว่าค้ามนุษย์
ในวงการกีฬาอาชีพและบันเทิงก็มีนายหน้าจัดหางานเช่นกัน แต่กลับไม่มีการพูดถึงการค้ามนุษย์เหมือนวงการจัดหาแรงงาน มีแต่นักกีฬาผู้มีชื่อเสียงยินยอมที่จะให้ตัวแทนหรือเอเย่นต์จัดการให้ หากว่าวงการจัดหางานสามารถทำได้เช่นนั้นหรือใกล้เคียงนั้น การกล่าวหากันว่าค้ามนุษย์ก็จะหมดไป และประเทศไทยก็จะได้แรงงานที่มีคุณภาพและสามารถควบคุมได้ง่ายขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้จริงไหมครับ
----------------------
(ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : นายหน้า หรือ ค้ามนุษย์ : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ)



