ข่าว

“มาสเตอร์คูล”ปรับเป้าโตเพิ่ม 50% รุกส่งออก

“มาสเตอร์คูล”ปรับเป้าโตเพิ่ม 50% รุกส่งออก

11 ก.ค. 2559

"มาสเตอร์คูล”ปรับเป้ารายได้ปีนี้ โตเพิ่มเป็น 50% จากเดิมตั้งเป้าที่ 40% พร้อมปรับประมาณการกำไรสุทธิปลายปีสูงขึ้น 10% เหตุอากาศร้อนจัดและยาวนาน ขณะเตรียมรุกตลาด

            นายนพชัย วีระมาน กรรมการผู้จัดการ บริษัทมาสเตอร์คูล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ KOOL ผู้ผลิต จำหน่าย พร้อมให้เช่าพัดลมไอน้ำ และไอเย็น “มาสเตอร์คูล” เปิดเผยว่า บริษัทได้ปรับแผนธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง รวมถึงผลจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ผลประกอบการดีขึ้นกว่าประมาณการ จึงได้มีการปรับเป้าหมายรายได้ปี 2559 ใหม่ จากเดิมคาดการณ์ในช่วงต้นปีจะมีอัตราเติบโตของรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 40%  เป็นเพิ่มขึ้น 50% จากรายได้ในปีที่ผ่านมา และปรับประมาณการอัตรากำไรสุทธิสูงขึ้นอยู่ที่ประมาณ 10% ของรายได้ โดยผลประกอบการในช่วงไตรมาสแรก บริษัทมีรายได้รวม 228 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตถึง 61% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 

               ทั้งนี้การเติบโตที่เพิ่มขึ้นจากเป้าหมายที่วางไว้ เป็นผลมาจากอุณหภูมิที่ร้อนจัดทำให้สินค้าดังกล่าวได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภคทุกกลุ่มเป้าหมาย และบริษัทมีแผนการขยายช่องทางการตลาดที่ครอบคลุมกลุ่มลูกค้ามากขึ้น  ไม่ว่าจะเป็น  ห้างโมเดิร์นเทรด  เทสโก้-โลตัส  ที่มีการวางจำหน่ายสินค้าใน 42 สาขาทั่วประเทศ และการจับมือกับพันธมิตรใหม่คือ บริษัท ซิงเกอร์ ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) ผู้จัดจำหน่ายสินค้าในระบบขายตรงแบบเช่าซื้อ  ที่มีประสิทธิภาพเพื่อการกระจายสินค้าและให้ความรู้แก่ผู้บริโภค  รวมไปถึงการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายภายในองค์กรที่ดีขึ้น 

               นายนพชัยกล่าวว่า แผนการลงทุนปี 2559-2560  บริษัทได้วางงบประมาณลงทุนในด้านของการขยายช่องทางการตลาด การสต๊อกสินค้า เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนเพื่อรองรับการเติบโตอยู่ที่ 150 ล้านบาท และงบประมาณอีกส่วนหนึ่งใช้ในการวิจัยและพัฒนาสินค้าใหม่ที่จะออกสู่ตลาดประมาณ 30 ล้านบาท 

               สำหรับช่วงไตรมาส 3 และ 4 นี้ บริษัทมีแคมเปญส่งเสริมการขาย “เมืองไทยหน้าไหนก็ร้อน” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์กระตุ้นยอดขายภายในประเทศในช่วงนี้ และมีแผนการขยายตลาดลูกค้ากลุ่มองค์กรธุรกิจ อีกทั้งจะเน้นการทำตลาดส่งออก เนื่องจากเริ่มมีคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่องทั้งตลาดเอเชียตอนบน ได้แก่ เวียดนาม และญี่ปุ่น ส่วนตลาดซีกโลกใต้ กลุ่มประเทศ แอฟริกา ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย อเมริกาใต้  นิวซีแลนด์  ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ในช่วงฤดูร้อนตรงข้ามกับสภาพอากาศฝั่งเอเชีย ทำให้เริ่มมียอดคำสั่งซื้อสินค้าเข้ามาอย่างต่อเนื่องแล้ว โดยปัจจุบันบริษัทมีส่วนแบ่งรายได้จากตลาดส่งออกมากกว่า 20% ของรายได้ทั้งหมด มีการทำตลาดผ่านตัวแทนจำหน่าย 45 ประเทศทั่วโลก   

               ขณะเดียวกัน บริษัทยังมีการปรับแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัท อินโนว์ กรีน โซลูชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูก ที่จะเน้นการทำตลาดสินค้านวัตกรรมและดูแลสิ่งแวดล้อม  โดยคาดว่าจะเริ่มเติบโตได้ดี เสริมรายได้ และลดผลกระทบจากฤดูกาลขายสินค้าพัดลมไอเย็นของบริษัท โดยคาดว่าภายใน 3-5 ปี สินค้าพัดลมไอเย็นน่าจะมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 10-20% คิดเป็น 3,000-6,000 ล้านบาท ของสินค้ากลุ่มเครื่องทำความเย็นทั้งแอร์และพัดลม ซึ่งมีมูลค่ารวมประมาณกว่า 30,000 ล้านบาท  โดยปัจจุบันพัดลมไอเย็นมียอดขายรวมทั้งหมดเพียง 1,000 กว่าล้านบาท  ดังนั้นสินค้าพัดลมไอเย็นยังมีโอกาสการเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วง 3-5 ปีจากนี้