ข่าว

เด็กจบใหม่ปีนี้ส่อว่างงานสูงกว่า25%

เด็กจบใหม่ปีนี้ส่อว่างงานสูงกว่า25%

11 ก.ค. 2559

จับสัญญาณเด็กจบใหม่ส่อว่างงานสูงกว่า 25% ห่วงหลายอุตสาหกรรมอาจปิด-เลิกจ้าง เรียกร้อง 'แรงงาน' จัดระเบียบการจ้างงานแบบเหมาช่วงให้เป็นมาตรฐาน ดูแลแรงงานทักษะต่ำ


               ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงสถานการณ์การจ้างงานและการปลดพนักงานเลิกจ้างในขณะนี้ ว่า สถานการณ์ภาวะการมีงานทำโดยรวมยังไม่น่าเป็นห่วงนัก คาดการณ์อัตราการว่างงาน 1 - 1.7% ในปีนี้ โดยเดือนพฤษภาคมอัตราการว่างงานอยู่ที่ 1.2% หรือมีผู้ไม่มีงานทำแต่พร้อมที่จะทำงานจำนวน 4.53 แสนคน แต่มีสัญญาณการว่างงานของนักศึกษาจบใหม่ปีนี้ในระดับสูงมากกว่า 25% ขณะนี้ผู้ว่างงานที่จบการศึกษาใหม่และไม่เคยมีประสบการณ์การทำงานอยู่ที่ประมาณ 1.82 แสนคน โดยผู้สำเร็จระดับอุดมศึกษาว่างงานมากสุด 9.5 หมื่นคน 

               “นักศึกษาจบใหม่กลุ่มนี้หากไม่เลือกงานและยอมทำงานต่ำกว่าคุณวุฒิตัวเองจะยังสามารถหางานได้อยู่ในขณะนี้ เพราะไทยยังขาดแคลนแรงงานในหลายอุตสาหกรรมซึ่งต้องให้แรงงานต่างด้าวมาทำงานแทน หากสถานการณ์การว่างงานไม่ดีขึ้นในอนาคต รัฐบาลอาจต้องจำกัดจำนวนการนำเข้าแรงงานบางประเภทจากประเทศเพื่อนบ้านในระยะต่อไปเพื่อรักษาตำแหน่งงานให้คนไทยก่อน”

               สำหรับแนวโน้มในระยะนี้ อาจจะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นของการทำงานต่ำระดับ (underemployment) ขณะนี้มีทำงานต่ำระดับ 2.68 แสนคนหรือร้อยละ 0.7 ของจำนวนผู้ทำงานทั้งหมด ซึ่งคนกลุ่มนี้จะทำงานไม่เต็มเวลาและต้องการทำงานเพิ่มเพื่อให้มีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ ส่วนการลดชั่วโมงการทำงาน OT ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมส่งออกที่หดตัวหรือมีการเติบโตต่ำ ทำให้รายได้ของผู้ทำงานจำนวนไม่น้อยไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย แนวโน้มของอัตราการเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีอาจกลับมาสูงขึ้นอีกหลังจากอัตราเพิ่มขึ้นปรับตัวลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสสี่ปีที่แล้ว ระดับการเพิ่มของหนี้ครัวเรือนที่ชะลอลงอาจเปลี่ยนแปลงไปหากมีคนว่างงานเพิ่มขึ้น

               ดร.อนุสรณ์ คาดการณ์ว่า อาจมีการทะยอยปิดงานเลิกจ้างในอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์ สิ่งทอ ธุรกิจโฆษณา สิ่งพิมพ์ และ ธุรกิจทีวีดิจิตอล อุตสาหกรรมน้ำมันของบรรษัทข้ามชาติในไทย ธุรกิจสถาบันการเงินระหว่างประเทศในไทย รวมทั้งกิจการสถาบันอุดมศึกษาเอกชน การเลิกจ้างจะเกิดขึ้นมากในบริษัทเหมาช่วงของธุรกิจอุตสาหกรรมเหล่านี้ ขณะที่จะมีการขยายตัวของการจ้างงานเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป อุตสาหกรรมก่อสร้าง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อุตสาหกรรมการแพทย์ ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่ เป็นต้น ผู้ว่างงานบางส่วนที่มีทักษะตรงหรือสอดคล้องกับธุรกิจอุตสาหกรรมที่มีขยายตัวจะสามารถกลับไปมีงานทำได้ในเวลาไม่นานนัก ปัญหาการเลิกจ้างจึงยังไม่ใช่วิกฤติในระยะสั้นแต่อย่างใด 

               อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาอุตสาหกรรมยานยนต์ปรับตัวครั้งใหญ่จากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีของการผลิตรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า Tesla ขณะที่ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ของบริษัทขนาดใหญ่ 17 แห่ง ซึ่งยังคงใช้เทคโนโลยีเดิม มีบริษัทผลิตชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ขนาดใหญ่ 390 แห่ง และบริษัทผลิตชิ้นส่วนขนาดเล็ก 1,250 แห่ง หากการผลิตรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าขยายตัวมากๆ บริษัทผลิตชิ้นส่วนยานยนต์แบบเดิมก็หมดความจำเป็น อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนมีการจ้างงานไม่ต่ำกว่า 750,000 ตำแหน่ง ร้อยละ 40 - 50 ของตำแหน่งงานเหล่านี้เป็นพนักงานเหมาช่วงหรือซับคอนแทรค

               ทั้งนี้ ผู้ใช้แรงงานที่น่าเป็นห่วง คือ ผู้ที่มีทักษะไม่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมที่เติบโตอยู่ในขณะนี้ แต่คนกลุ่มนี้จะได้รับการดูแลจากระบบประกันการว่างงานช่วงเวลาหนึ่งและต้องไปฝึกอบรมเรียนรู้ในการเปลี่ยนทักษะการทำงานให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน กลุ่มที่น่าเห็นใจมากที่สุด คือ บรรดาแรงงานทักษะต่ำและเป็นแรงงานนอกระบบทั้งหลายที่อยู่ภายใต้ระบบการทำงานในบริษัทเหมาช่วงจะได้รับผลกระทบจากความยากลำบากทางเศรษฐกิจมากที่สุด แม้ระบบการจ้างงานแบบเหมาช่วงจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการในการลดต้นทุนระยะสั้น มีความยืดหยุ่นในการจ้างงานสอดคล้องภาวะเศรษฐกิจ ภาวะการผลิตและยอดขาย ปัญหาในระบบการผลิตแบบเหมาช่วงเป็นปัญหาในระดับสากล เรื่องความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ การแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างผู้ใช้แรงงานกับผู้ประกอบการในระบบการผลิตแบบทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ในปัจจุบัน ผู้ประกอบการเองก็แสวงหาวิธีในการลดต้นทุนการผลิต การผลิตที่มีความยืดหยุ่นตามภาวะเศรษฐกิจ จึงเลือกที่จะ ส่งออกงานในบางลักษณะให้บริษัทเหมาช่วงรับไปทำเพื่อให้มีการจ้างงานแบบยืดหยุ่น

               จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและกระทรวงแรงงานไปจัดระบบให้ระบบการจ้างงานแบบเหมาช่วง มีมาตรฐานการจ้างงานที่เป็นสากล ไม่เช่นนั้นผู้ใช้แรงงานในระบบเหมาช่วงจะถูกเอาเปรียบอย่างมากหลักคิดของการยกระดับมาตรฐานระบบการจ้างงานแบบเหมาช่วงเพื่อให้เกิดการคุ้มครองแรงงาน เพราะแรงงานแตกต่างจากสินค้าอื่นๆ ในระบบเศรษฐกิจ และเกี่ยวกับความอยู่รอดและคุณภาพของชีวิตของคนงานและครอบครัว การกำหนดมาตรฐานแรงงานในระบบเหมาช่วงต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมทางสังคมด้วยไม่สามารถกำหนดจากอุปสงค์อุปทานในตลาดแรงงาน ความผันผวนของภาวะการผลิตและเศรษฐกิจเท่านั้น 

               อีกประการหนึ่งลูกจ้างโดยเฉพาะในระบบเหมาช่วงมีอำนาจต่อรองน้อย ลูกจ้างในบริษัทเหมาช่วงมักไม่มีสหภาพแรงงาน และอัตราการรวมตัวของลูกจ้างเป็นสหภาพแรงงานในประเทศไทยต่ำมากไม่ถึง 2% ของกำลังแรงงาน สะท้อน ระดับความเป็นประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและสถานประกอบการยังอยู่ในระดับต่ำ เพื่อให้เกิดประชาธิปไตยในสถานประกอบการมากขึ้น รัฐบาลไทยควรทำสัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98

               หากเศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้ในระดับ 3% ขึ้นไป อัตราการว่างงานของไทยจะไม่เกิน 1.5 - 1.7% ของกำลังแรงงาน หรือ ตัวเลขการว่างงานโดยรวมจะไม่เกิน 6 - 6.5 แสนคนปัญหายังอยู่ในระดับที่สามารถแก้ไขได้ไม่ยาก โดยรัฐบาลต้องเพิ่มงบประมาณใช้จ่ายลงทุนในประเทศเพิ่ม หากเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่า 1% และส่งออกติดลบมากกว่า 5% ปัญหาการว่างงานจึงเข้าขั้นเฝ้าระวังเป็นพิเศษ