ข่าว

ก.เกษตรฯเตรียมปรับแผนระบายน้ำ 2 เขื่อนหลัก

ก.เกษตรฯเตรียมปรับแผนระบายน้ำ 2 เขื่อนหลัก

11 ก.ค. 2559

ก.เกษตรฯเตรียมปรับแผนการระบายน้ำเขื่อนแควน้อยฯ และเขื่อนปาสักฯ รองรับน้ำหลากปลายฤดูฝน หลังกรมอุตุคาดฤดูฝนปีนี้ปริมาณฝนตกชุกกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย

              กระทรวงเกษตรฯเตรียมปรับแผนการระบายน้ำเขื่อนแควน้อยฯ และเขื่อนปาสักฯ รองรับน้ำหลากปลายฤดูฝน หลังกรมอุตุนิยมวิทยา คาดฤดูฝนปีนี้ปริมาณฝนตกชุกกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย ส่งผลดีต่อพื้นที่ลุ่มต่ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยา

              พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการบูรณาการแก้ไขปัญหาวิกฤตภัยแล้ง ปี 2558/59 ว่า จากสถานการณ์ที่มีฝนตกอย่างต่อเนื่องนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) ได้ประเมินสถานการณ์ตรงกันว่าขณะนี้คาดว่าไม่มีปรากฏการณ์เอลนีโญแล้ว แต่ปรากฏการณ์ลานีญาอาจจะเกิดขึ้นได้ในช่วงปลายปี 2559 ประมาณเดือน ก.ย.- ต.ค. 59 ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบในพื้นที่ภาคใต้ที่จะมีปริมาณฝนมากกว่าทุกภาค แต่ปริมาณฝนยังใกล้เคียงกับค่าปกติ ขณะที่ปริมาณฝนในปัจจุบันมากกว่าปี 2558 โดยปริมาณฝนรวมเฉลี่ยรายภาค ระหว่างวันที่ 1ม.ค. -6 ก.ค.59 สูงกว่าปี 2558 ในทุกภาค และส่วนใหญ่ใกล้เคียงกับค่าปกติ

               สำหรับสถานการณ์น้ำใช้การได้ใน 33 เขื่อนหลัก ขณะนี้ (ณ วันที่ 8 ก.ค.59)มีปริมาณ7,816ล้าน ลบ.ม.เปรียบเทียบกับปี 2556, 2557, 2558 พบว่ามีปริมาณที่ใกล้เคียงกัน โดยมีปริมาณ 8,600 , 9,200 และ 8,400ล้าน ลบ.ม. ตามลำดับส่วนน้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ขณะนี้มีปริมาณรวม 1,579ล้าน ลบ.ม.ซึ่งมากกว่าปี 2558 ที่มีปริมาณ 703ล้าน ลบ.ม.จึงนับว่าเป็นสัญญาณที่ดี อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบใน 4 เขื่อนหลัก น้ำในเขื่อนภูมิพลยังคงมีปริมาณน้อย โดยขณะนี้เก็บกักน้ำได้เพียง 287ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 30 ของพื้นที่เก็บกักน้ำ เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2556,2557 และ 2558 ในวันเดียวกัน ที่มีปริมาณ 3,090ล้าน ลบ.ม.290ล้าน ลบ.ม.และ 200ล้าน ลบ.ม.ตามลำดับดังนั้น จึงต้องหาแนวทางเก็บกับน้ำในเขื่อนภูมิพลให้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

                ส่วนการคาดการณ์ปริมาณน้ำใช้การได้ใน33เขื่อนหลักนั้น ขณะนี้ (ณ วันที่ 8 ก.ค.59) มีปริมาณน้ำ7,816ล้าน ลบ.ม. คาดการณ์ ณ วันที่1ส.ค. 59 จะมีปริมาณ10,134ล้าน ลบ.ม. , วันที่1ก.ย. 59 มีปริมาณ16,038ล้าน ลบ.ม. และวันที่1ต.ค.59มีปริมาณ23,746ล้าน ลบ.ม. ขณะที่น้ำใช้การได้ใน4เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา ซึ่งขณะนี้มีน้ำใช้การได้1,579ล้าน ลบ.ม. นั้น คาดการณ์ ณ วันที่1ส.ค. 59 จะมีปริมาณน้ำ 2,155ล้าน ลบ.ม. ณ วันที่1ก.ย. 59 มีปริมาณ4,614ล้าน ลบ.ม. และ ณ วันที่1ต.ค.59 คาดการณ์ว่ามีปริมาณ8,304 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งรับน้ำฝนจากพื้นที่ภาคเหนือตอนบน จะมีน้ำเข้ามากช่วงเดือน ส.ค. ก.ย. และ ต.ค. ส่วนเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จะมีน้ำเข้ามามากในช่วงเดือน ส.ค.และ ก.ย. หลังจากนั้นน้ำจะล้นเขื่อน จึงต้องระบายออก ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จะมีน้ำเข้ามากช่วงเดือน ส.ค.และ ก.ย. หลังจากนั้นน้ำจะล้นเขื่อนต้องระบายออก

                 นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงการเตรียมปรับแผนการระบายน้ำ ว่า ในช่วงเดือน ก.ย.- ต.ค. ปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จะอยู่ที่ประมาณ1,200ล้าน ลบ.ม. ส่วนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จะอยู่ที่ประมาณ2,000ล้าน ลบ.ม. ขณะที่ทั้งสองเขื่อนสามารถรับน้ำได้เพียง611ล้าน ลบ.ม. และ784ล้าน ลบ.ม. ตามลำดับ ทำให้เมื่อสิ้นสุดฤดูฝน เขื่อนทั้งสองแห่งมีแนวโน้มที่น้ำจะเต็มเขื่อน ดังนั้น เพื่อไม่ให้ต้องระบายน้ำเพิ่มมากขึ้นในช่วงฤดูน้ำหลาก จึงได้ปรับแผนการระบายน้ำจากเขื่อนแควน้อยฯและเขื่อนป่าสักฯเพิ่มมากขึ้น ในช่วงเดือน ก.ค.–ส.ค. นี้ จากเดิมเขื่อนแควน้อยฯ ระบายน้ำในอัตราวันละ2.44ล้าน ลบ.ม. เป็นระบายน้ำวันละ5ล้าน ลบ.ม. ส่วนเขื่อนป่าสักฯ จะเพิ่มการระบายน้ำจากเดิมที่ระบายในอัตราวันละ2.16ล้าน ลบ.ม. เพิ่มเป็น3 – 5ล้านลบ.ม. ต่อวัน

                 โดยการปรับเพิ่มการระบายน้ำในครั้งนี้ จะช่วยสนับสนุนและส่งผลดีต่อพื้นที่เพาะปลูก ข้าวนาปี ในเขตของโครงการชลประทานเขื่อนแควน้อยฯ และโครงการชลประทานเขื่อนป่าสักฯ ที่ยังไม่ได้เพาะปลูกอีกประมาณ220,000ไร่ จะสามารถทำนาปีได้อย่างเต็มพื้นที่ รวมไปถึงพื้นที่ลุ่มต่ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่ยังไม่ได้เพาะปลูกอีกกว่า814,000ไร่ จะสามารถทำนาปีได้อย่างเต็มพื้นที่ ทั้งนี้ การเพิ่มการระบายน้ำจากทั้งสองเขื่อน จะไม่ส่งผลกระทบกับปริมาณน้ำเก็บกักสำหรับใช้ในฤดูแล้งที่จะมาถึง ถึงแม้ว่าปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนจะน้อยกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ10เมื่อสิ้นสุดฤดูฝน คาดการณ์ว่าสถานการณ์ในน้ำเขื่อนทั้งสองแห่ง จะมีปริมาณเต็มเขื่อนพอดี

                  ขณะที่การประเมินผลโครงการบูรณาการมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ปี 2558/59 โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้สำรวจข้อมูลการดำเนินโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง 8 มาตรการ ตั้งแต่วันที่ 25 เม.ย.-15 พ.ค.59 ในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ทุกภาคของประเทศ จำนวน 61 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 4,085 ราย พบว่า เกษตรมีความพึงพอใจในระดับมาก – มากที่สุด ในภาพรวมทุกมาตรการ ร้อยละ 53 และมีความพึงพอใจในระดับมาก – มากที่สุด ในมาตราที่ 3 การจ้างงาน ร้อยละ 48มาตราที่ 4 โครงการตามความต้องการของชุมชน ร้อยละ 66 มาตราที่ 7 การเสริมสร้างสุขภาพและความปลอดภัย ร้อยละ 62 และมาตรการที่ 8 การช่วยเหลือตามระเบียบ ของกระทรวงการคลัง การอบรมเพิ่มผลิตภาพการผลิต (อบรมช่วงภัยแล้ง) ร้อยละ 53