
ประวัติการปลูกกล้วยไม้ตัดดอก ตอนจบ
โดย - ศ.ระพี สาคริก
ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว
ทั้งคู่ต่างแข่งกันรับซื้อดอกกล้วยไม้จากชาวสวนไทยเพื่อส่งไปขายที่ต่างประเทศ ในที่สุดก็เกิดผิดใจกันจนแตกคอกัน ทำให้ชาวสวนได้รับความเดือดร้อน นี่แหละที่เป็นเหตุให้ชาวสวนปลูกกล้วยไม้ตัดดอก 20 คน แห่กันไปหาฉันที่บ้าน และปรึกษาว่าจะทำไงต่อไป ในที่สุดฉันก็ถามคนเหล่านี้ว่าต้องการอิสรภาพ หรือต้องการตั้งสหกรณ์ ถ้าต้องการตั้งสหกรณ์ก็ต้องขาดอิสรภาพ เพราะมีราชการไปควบคุมกำกับ ถ้าต้องการอิสรภาพให้จัดตั้งเป็นบริษัท โดยยอมเสียภาษีเต็มที่
ผลสุดท้ายเขาก็คิดกันเอง และตกลงว่าเราต้องการอิสรภาพในการคิดและทำงานมากกว่าการต้องเป็นสหกรณ์ จึงเกิดบริษัท บางกอกฟลาวเวอร์ จำกัด ระบบการจัดการอยู่ในรูปสหกรณ์ โดยไม่มีคนใดเป็นเจ้าของ เปิดรับสมาชิกที่เป็นชาวสวนกล้วยไม้ทั้งหมดและมีการควบคุมโดยใช้กฎระเบียบอยู่ 1 ข้อ ที่เรียกว่า “ควบคุมไม่ให้คนที่ไม่ได้ทำอาชีพเป็นชาวสวนมีโอกาสมาซื้อหุ้น” แต่นำเอาเงินปันผลไปจ่ายปนกับค่ารับซื้อดอกกล้วยไม้
ดังนั้นคนที่จะเข้ามาถือหุ้นต้องเป็นชาวสวนอย่างแน่นอน เพราะหากไม่ได้เป็นแต่มาซื้อหุ้นก็จะไม่ได้รับเงินปันผลตอบแทนด้วยวิธีอย่างอื่น นี่แหละที่ทำให้การยกร่องบนพื้นที่ดินเหนียว ตั้งแต่บางแค ค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นสวนกล้วยไม้แทนที่ แต่ชาวสวนก็ยังคงปลูกกล้วยไม้ชนิดเดียวเท่านั้น จึงทำให้ตลาดไม่สามารถก้าวหน้าไปไกลแค่ไหน
ในปี 2513 ฉันเห็นชาวสวนกลุ่มนี้เริ่มมีเงินทุนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากการปลูกกล้วยไม้ตัดดอก พร้อมกับคำแนะนำที่ได้ให้ไว้ว่า เก็บเงินส่วนหนึ่งไว้ใช้จ่ายศึกษาตลาดยุโรป พอปี 2515 ปรากฏว่าชาวสวนนี้เริ่มมีทุนมีรอนกว้างขวาง จึงวางแผนให้เขาส่งดอกกล้วยไม้ไปขายที่ต่างประเทศ แล้วเดินทางไปดูในประเทศนั้นว่าฝรั่งเอาไปทำไรกันแน่ นี่แหละหลังจากกลับมาแล้วดอกกล้วยไม้ที่ใช้ปลูกมันไม่มีเพียงชนิดเดียว หากมีพันธุ์เก่าๆ แต่เป็นของใหม่ ได้ถูกมาใช้ในการปลูกตัดดอกมากขึ้น
ในช่วงนั้นฉันเดินทางเข้าสวนต่างๆ แทบทุกวัน โดยเฉพาะวันหยุดงานประจำ ฉันทำงานหนักมากที่สุด ทั้งนี้เพราะฉันรักชาวสวนที่เป็นเพื่อนด้วยกัน อีกทั้งตั้งไว้ว่าพวกเขาเป็นเพื่อนของฉันทุกคน ถ้าเขาได้ดี ฉันก็มีความสุข ประกอบกับตัวฉันเองตั้งแต่จบมาแล้ว ก็ไม่เคยมีวันหยุด เสาร์อาทิตย์ ทั้งนี้เพราะว่าต้นไม้มันไม่มีวันหยุด ถ้าเราอ้างว่าเราจะหยุดราชการ มันก็ขัดแย้งกับความจริงอย่างที่สุดด้วย
หวนกลับไปนึกถึงการจัดรายการที่กองบัญชาการกองพลที่ 1 หลังจากสำนักส่งเสริม ได้จัดตั้งสถานีวิทยุ ม.ก. สำเร็จลงแล้ว ตัวฉันเองติดอยู่ที่กองบัญชาการ โดยไม่อาจกลับมาได้ ทั้งนี้เพราะเหตุว่าเมื่อฉันไปอยู่ที่ไหนก็ตาม ฉันกลับได้ยาก เพราะคนที่นั่นเกิดความรักกับตัวฉันอย่างแนบสนิท แม้ตัวคุณโกชัยเอง ก็ดึงฉันไว้ ไม่ยอมให้กลับ ฉันจึงต้องดำเนินการที่นั่นต่อมาอีก 3 ปี เต็มๆ สมกับที่คำโบราณกล่าวว่า “อยู่ที่ไหนให้เขารัก ก่อนจากมาให้เขานึกถึง”
.........................................................................



