ข่าว

พล.อ.สุจินดาเตือนเสื้อแดงหยุดถวายฎีกาช่วยทักษิณ

พล.อ.สุจินดาเตือนเสื้อแดงหยุดถวายฎีกาช่วยทักษิณ

06 ส.ค. 2552

“บิ๊กสุ”ถามเมืองไทยไร้คนมีฝีมือหรือจึงต้องพึ่ง “ทักษิณ ”เตือน“เสื้อแดง” หยุดถวายฎีกา ชี้“อภิสิทธิ์” ไร้พาวเวอร์คอนโทรล ปชป.ไม่ได้ซัด ปชป.มีเงิน แต่ใช้ไม่เป็น ชี้ สมานฉันท์ต้องทำเป็นทีม “ มาร์ค ” ทำคนเดียวไม่ได้

(6ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 07.00 น. ที่บ้านพักซอยระนอง 2 พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดบ้านเพื่อจัดงานครบรอบวันเกิด 75 ปี มีพล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.มนตรี สังขทรัพย์ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะตัวแทนผบ.สส. พล.อ.จิรพงศ์ วรรณรัตน์ ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบกในฐานะตัวแทนผบ.ทบ.พร้อมด้วยพล.อ.ศัลย์ ศรีเพ็ญ อดีตรองผบ.ทบ. และเพื่อนร่วมรุ่น จปร.5 ตลอดจนนายทหารระดับสูง พ่อค้า และนักธุรกิจ ได้นำกระเช้าดอกไม้เข้าร่วมอวยพรพล.อ.สุจินดา เนื่องในวันคล้ายวันเกิด ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก
 
 จากนั้น พล.อ.สุจินดา ให้สัมภาษณ์ถึงการถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตามที่ดึงไปยุ่งเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่สมควรทำทั้งนั้น เพราะเมื่อทุกคนจงรักภักดีไม่ควรเอาอะไรไปรบกวนเบื้องพระยุคลบาท เรื่องการเมืองต้องว่ากันไปตามเมืองไม่ควรดึงพระองค์ท่านลงมา ทุกฝ่ายพยายามเอาท่านมาเป็นประโยชน์ของฝ่ายตนมันไม่ถูกต้อง
 
 เมื่อถามว่า ควรจะยุติในเรื่องการถวายฎีกาหรือไม่ พล.อ.สุจินดา กล่าวว่า คิดว่า น่าจะเป็นแบบนั้น ทั้งนี้ มองว่า ปัญหาจริง ๆ ของประเทศไทยในปัจจุบันนี้ คือ การเข่นฆ่ากันเกินไป การแตกแยกด้านความคิดเห็น ถ้าคิดเห็นไม่ตรงกันก็ห้ำหั่นกัน กลายเป็นศัตรู คนเรามีความเห็นต่างกันอยู่ด้วยกันได้ เพราะไม่มีใครที่จะมีความเห็นถูกเสมอไป ไม่ใช่ความเห็นของเราถูก และความเห็นของเขาผิด ทำไมไม่มองภาพรวมว่า ทุกคนมีความรักต่อประเทศชาติ เหมือนกับที่มีความจงภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งตนเชื่อว่าคนไทยทุกคนมีความจงรักภักดี
 
 เมื่อถามว่า ขณะนี้ประชาชนมีการแบ่งกันหลายสี พล.อ.สุจินดา กล่าวว่า แบ่งกันเพื่อให้เกิดผลประโยชน์ทางการเมืองของตนจนเกิดความยุ่งเหยิง มุ่งแต่จะเอาชนะ ประเทศอื่นเมื่อเขาเลือกตั้งเสร็จ มีผลรู้แพ้รู้ชนะเขาก็จับมือกัน พร้อมจะทำงานร่วมกับรัฐบาลช่วยกันพัฒนาประเทศ เมื่อไรจะเห็นการเมืองของเราเป็นแบบที่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลช่วยกันทำงาน และถ้าสมานฉันท์กันได้ก็เป็นเรื่องที่ดี ไม่มีใครต้องการให้เกิดการรบราฆ่าฟันกัน และตอนนี้การเมืองของประเทศไทยยิ่งกว่าถอยหลังเข้าคลองเสียอีก มันถอยหลังลงคลองไปเลย เพราะเมื่อก่อนไม่เคยมียุคไหนที่มีการตั้งตัวกันเป็นศัตรูเหมือนอย่างนี้
 
 “ เรื่องความสมานฉันท์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี คนเดียวทำไม่ได้ ต้องอยู่ที่ทีมในความคิดผม นายอภิสิทธิ์มีเพาเวอร์จริงหรือไม่ในพรรคประชาธิปัตย์ เพราะคุณอภิสิทธิ์ยังคอนโทรลพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เลย ต้องอาศัยคนอื่น สิ่งอื่นเป็นเครื่องช่วย ในพรรคเองก็มีปัญหา มีทั้งมุ้งเล็กมุ้งใหญ่ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ต้องช่วยกันว่า ถ้าใครขึ้นมาเป็นนายกฯแล้วต้องช่วยกันให้เขาบริหารประเทศชาติไปให้ได้ดี อย่างไรก็ตาม ไม่เคยตำหนินายกฯคนไหนสักคน ใครขึ้นมาเป็นนายกฯก็เอาใจช่วยทุกคน เพราะเราเลือกเขามาเป็นนายกฯถ้าทำงานไม่ได้ก็แย่ ต้องช่วยให้เขาบริหารประเทศให้ได้ ” พล.อ.สุจินดา กล่าว
 
 เมื่อถามว่า มองปัญหาการเมืองขณะนี้อย่างไร พล.อ.สุจินดา กล่าวว่า ฟังจากนักเศรษฐศาสตร์ นักเศรษฐกิจผู้รู้คล้ายว่า ได้เงินมาแล้วใช้ไม่เป็น เงินที่ได้มาไม่เอาไปทำในสิ่งที่เกิดประโยชน์ ส่วนการทำงานของรัฐบาลทีผ่านมา 6 เดือนสอบผ่านหรือไม่นั้น ตนไม่ขอวิจารณ์ แต่ควรให้ทำงานต่อไป ยกเว้นแต่ว่า เขาทำอะไรที่ไม่ถูกต้องจริงๆ เขาก็อยู่ไม่ได้ แต่ในตอนนี้ก็ไม่มีอะไรที่ไม่ถูกต้อง ทั้งนี้อยากฝากให้ประชาชนมีความสมานฉันท์ เลิกแบ่งข้าง ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตนเอง ให้มีความรัก สามัคคีกัน และปฎิบัติตามกฎหมายของบ้านเมือง อย่าละเมิดกฎหมาย การกระทำใดๆที่ละเมิดกฎหมายขอร้องอย่าทำ เพราะสิ่งที่ยุ่งยากต่างๆมีเยอะ ดังนั้นอย่าให้เกิดความแตกแยกในบ้านเรา
 
 เมื่อถามว่า มีข่าวว่า ขณะนี้มีปัญหาเรื่องคนใกล้ตัวนายกฯสร้างปัญหาให้กับรัฐบาล โดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจ พล.อ.สุจินดา กล่าวว่า ตนไม่ทราบข้อเท็จจริง แต่ในวงการตำรวจเป็นมานานแล้ว การที่จะไม่ให้นายกฯมีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายคงไม่ถูก นายกฯต้องมีอำนาจเลือก ผบ.ตร. ถ้าไม่มีอำนาจแต่งตั้งโยกย้าย แล้วจะสั่งนโยบายลงไปได้อย่างไร ส่วนการเมืองจะเข้ามาแทรกแซงหน่วยงานราชการมากขึ้นหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับข้าราชการ และการวางตัวว่า จะยอมให้เขาล้วงหรือไม่ ถ้าวางตัวดีไม่หวั่นเกรง เขาก็ล้วงไม่ได้ ซึ่งตอนนี้การวางตัวของกองทัพทำดีที่สุดแล้วตามสถานการณ์ที่เขาจะต้องทำ ส่วนที่ว่ารัฐบาลจะไปรอดหรือไม่ นั้นตน ไม่รู้ เรื่องนี้เกี่ยวกับเรื่องทางการเมือง ถ้าเล่นเป็นก็อยู่รอด
 
 เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นภัยต่อประเทศไทยหรือไม่ พล.อ.สุจินดา กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่สงสัยว่า ประเทศไทยไม่มีใครอีกแล้วหรือนอกจาก พ.ต.ท. ทักษิณ ทำไมต้องมี พ.ต.ท.ทักษิณ คนไทยถึงจะอยู่ได้ ตนมีความชอบพอท่าน เพียงแต่สงสัยว่า ทำไมต้องเป็น พ.ต.ท.ทักษิณ ประเทศไทยจึงจะเจริญรุ่งเรื่อง คนไทยหมดฝีมือแล้วหรือ ไม่มีใครที่มีฝีมือแล้วหรือ

ทักษิณอ้างรัฐบาล"ข่มขู่"ประชาชนตำรวจ ทหารให้ถอนชื่อถวายฎีกา

 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เขียนผ่าน Twitter ตัวเอง @Thaksinlive เมื่อเวลา 14.35 น.ระบุว่าเช้านี้ได้รับโทรศัพท์จากชาวบ้าน ทหาร ตำรวจ ว่ารัฐบาลใช้ทุกวิธีไม่ว่าจะเป็นการข่มขู่บังคับเพื่อให้ถอนชื่อ ผมขอถามว่าประชาธิปไตยหายไปใหนแล้ว

"อภิสิทธิ์"ยอมรับยากที่จะเอาตัว"ทักษิณ"กลับ

 นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตอบข้อถามที่ว่า ในช่วงระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมามีการพูดถึงการติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯมาดำเนินคดี อยากให้สรุปว่าปัญหาอุปสรรคในการดำเนินการติดตามตัวพ.ต.ท.ทักษิณมาดำเนินคดีในประเทศไทยมีอย่างไรบ้าง ทั้งๆ ที่สถานทูตหรือกระทรวงการต่างประเทศก็มีกันอยู่ทั่วโลก  ว่า ส่วนกรณีของอดีตนายกฯ ความจริงถือเป็นเรื่องปกติ ที่หน่วยงานก็มีหน้าที่ในการที่จะบังคับใช้กฎหมายให้เกิดความเสมอภาค ถามว่ามีอุปสรรคอะไร

 ก็ต้องบอกว่าจริง ๆ แล้วไม่ได้เจาะจงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ถ้าย้อนไปดูประวัติจะพบว่าเวลาคนทำผิด และหลบหนีไปต่างประเทศเป็นเรื่องยากที่จะเอากลับมาเสมอ ไม่ต้องระดับผู้นำประเทศ ภาคธุรกิจและอื่นๆก็มีอยู่หลายคดี ซึ่งในอดีตที่ผ่านมากลับมาไม่ง่าย เพราะว่าต้องประสานความร่วมมือกับองค์กรระดับสากล มันต้องดูข้อกฎหมาย แต่ถามว่าเราเอาจริงเอาจังในการรักษากฎหมายไหม ตนสังเกตอยู่ว่าระยะหลังบุคคลดังกล่าวจะเดินทางไปในที่ที่ไม่มีสนธิสัญญา และเริ่มเดินทางไปประเทศที่เราไม่มีสถานทูตมากขึ้น ๆ ก็เป็นตัวบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าเราก็รักษากฎหมาย และจะทำบนความพอดีที่จะรักษากฎหมายให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ และถือว่าคนไทยทุกคนมีความเสมอภาคทางกฎหมายเหมือนกัน

“กษิต”ชี้ความตกลงร่วมมือไทย-ยูเออีไม่เกี่ยวตามล่าทักษิณ

 เมื่อเวลา 11. 45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ที่ประชุมครม.เมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้ให้ความเห็นชอบร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จะนำไปสู่การประสานความร่วมมือในการติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาดำเนินคดีในประเทศไทยหรือไม่ ว่า ต้นเรื่องนี้มาจากทางสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องความร่วมมือทางด้านข่าวกรอง

 เมื่อถามว่า ในสาระสำคัญของความตกลงดังกล่าวครอบคลุมไปถึงทั้ง เรื่องการป้องกัน การหาเบาะแส และปราบปรามอาชญากรรมต่าง ๆ เช่น อาชญากรรมร้ายแรงต่อชีวิตและทรัพย์สิน การก่อการร้ายรวมถึง การทุจริต ด้วย จะเป็นช่องทางเชื่อมโยงไปถึงคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณด้วยหรือไม่ นายกษิต ตอบว่า เรื่องนี้จะต้องไปดูในอนุสัญญาเรื่องการแลกเปลี่ยนและส่งตัวนักโทษ และยังต้องดูอีกหลายอย่างมารวมประกอบกันในองค์รวม ยืนยันว่ากรณีนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือเจาะจงเกี่ยวกับพ.ต.ท.ทักษิณ เพราะอันนี้เรื่องเกิดมาตั้ง 3-4 ปีแล้ว

 ผู้สื่อข่าวถามว่า ผลจากความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างไทยกับยูเออีครั้งนี้จะเป็นความคืบหน้าในการเปิดความร่วมมือการขอตัว พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ นายกษิต ปฏิเสธอีกครั้งว่า ไม่ใช่ เป็นเพียงความร่วมมือทางด้านข่าวกรองและกระบวนการยุติธรรมที่อาณาประเทศเขาก็ทำกัน ไม่ได้มีปัญหาอะไร และเป็นความริเริ่มมาจากฝ่ายยูเออีด้วย อย่าไปโยงกับพ.ต.ท.ทักษิณเลย สบายใจได้ ส่วนการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษหรือผู้ต้องหาในคดีต่างๆนั้นมีกระบวนการของสำนักงานอัยการสูงสุด ก็มีองค์กรที่เขาจะจัดการ และได้ดำเนินการไปประมาณ 7-8 เดือนทำเรียบร้อยแล้ว ไม่ได้เกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่าไปโยง