
หลวงปู่ฟ้องเจ้าคุณประสารฐานยุยงปลุกปั่น
หลวงปู่ฟ้องเจ้าคุณประสารฐานยุยงปลุกปั่นคณะสงฆ์ ประชาชน ต่อต้านรัฐบาล
ที่กองบังคับการปราบปราม เมื่อเวลา14.00น.วันที่ 8 กรกฎาคม พระพุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม เดินทางเข้าพบ พ.ต.ต.วิทวัส สายอ๋อง สารวัตร (สอบสวน) กก.2บก.ป.ในการร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับพระเมธีธรรมาจารย์ หรือ เจ้าคุณ ประสาร ในความผิดฐาน ปลุกปั่นให้เกิดความสับสน ปั่นปวน กระด้างกระเดื่องในหมู่คณะสงฆ์ และประชาชน ด้วยการเผยแพร่ข่าวสารทางอินเตอร์เน็ต
พระพุทธะอิสระ กล่าวว่า ในวันนี้ตนได้เดินทางเพื่อมาพบ พนักงานสอบสวน กองปราบปรามเพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับพระเมธีธรรมาจารย์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา116ในการยุยง ส่งเสริม ชักชวนให้พระภิกษุสงฆ์ รวมถึงประชาชนเกิดความสับสนวุ่นวาย และ ยังเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.ฉบับที่18/2557ในเรื่องการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะที่ส่อให้เกิดวามขัดแย้ง
พระพุทธะอิสระ กล่าวต่อว่า การกระทำของพระเมธีธรรมาจารย์ในการโพสข้อความผ่านโปรแกรมเฟซบุ๊กส่วนตัว ชื่อ“พระเมธีธรรมาจารย์–เจ้าคุณ ประสาร”ในระหว่างวันที่5-7กรกฎาคม2559ในลักษณะที่ความแตกแยกภายในประเทศและ ปลุกปั่นให้ประชาชนทั่วไป ตลอดจนคณะสงฆ์ออกมาต่อต้าน และ แสดงความคิดเห็นในการต่อต้านรัฐบาลที่ขณะนี้ยังไม่มีการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งการกระทำดังกล่าวยังเป็นความผิดในฐานนำข้อความอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อีกด้วย ตนจึงตัดสินใจเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน กองปราบปรามเพื่อแจ้งความดำเนินคดีในครั้งนี้
ด้าน พ.ต.ต.วิทวัส กล่าวว่า เบื้องต้นตำรวจได้รับแจ้งความก่อนที่จะตรวจสอบรายละเอียดว่าพระเมธีธรรมาจารย์มีการกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาจริงหรือไม่ และจะนำเสนอผู้บังคับบัญชาในการพิจารณาต่อไป
อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2559 พระเมธีธรรมาจารย์ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวความว่า
กราบเรียน เจ้าคณะพระสังฆาธิการ ทั่วประเทศ
กระผมและคณะ ประกอบด้วย ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย และสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา ได้ตระหนักถึงภัยทั้งภายในและภายนอกที่กำลังเป็นบ่อนคุกคามพระสงฆ์และพระพุทธศาสนาอยู่ในขณะนี้
บัดนี้ มีข่าวถึงการแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์ พ.ศ. 2505 โดยมีความพยายามตีความหมายให้คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงและจารีตประเพณีอันดีงามที่ปฏิบัติกันมาช้านาน และพยายามที่จะมีการแก้ไขสาระสำคัญของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ในมาตรา 7 ว่าด้วยการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช
แม้บางส่วน บางฝ่ายจะปฏิเสธว่า ไม่จริงเป็นแต่เพียงการตีความตามอำนาจหน้าที่จะไม่มีการแก้ไขใดๆ ก็ตาม
ผมยืนยันว่ามีความพยายามอย่างยิ่งที่จะแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์ มาตรา 7 เพื่อให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของตนเองและพรรคพวก
ผมจึงออกหนังสือฉบับนี้กราบเรียนเจ้าคณะพระสังฆาธิการทั่วประเทศ กว่า 35,000 ฉบับเพื่อแจ้งข่าวสารสำคัญนี้ให้ ทราบโดยทั่วกัน และถ้าพระเดชพระคุณทั้งหลายตระหนักในภัยดังกล่าวและมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ได้โปรดแสดงความหวังดี ความปรารถนาดีต่อคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนาโดยการส่งจดหมายแห่งมิตรภาพ และความหวังดีนี้ ที่เป็นไปด้วยถ้อยคำที่สุภาพ ห่วงใยในพระศาสนา เพื่อแสดงความห่วงใยและแสดงถึงพลังของคณะสงฆ์ทั้งประเทศ ไปที่ นายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยด่วน ซึ่งกระผมได้แนบแบบตอบจดหมาย จ่าหน้าซองและติดแสตมป์มาพร้อมนี้แล้ว
ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ช่วยกันเป็นพลังเพื่อรักษาคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนาให้จิรังยั่งยืนบนผืนแผ่นดินนี้สืบไปตราบนานเท่านานครับ
และวันที่ 8 ก.ค.นี้พระเมธีธรรมาจารย์ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับพ.ร.บ.คณะสงฆ์ ม.7 ความว่า จากการที่คณะกรรมการกฤษฎีกากำลังดำเนินการตีความมาตรา 7 สถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535 และมีบางกลุ่มพยายามที่จะเสนอให้มีการแก้มาตรา 7 ด้วยนั้น ขณะนี้ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทยและสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา ได้ออกหนังสือ เรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ มาตรา 7 ว่าด้วยการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช และแบบฟอร์มลงชื่อยับยั้งการแก้ไขมาตรา 7 ส่งถึงเจ้าคณะพระสังฆาธิการตั้งแต่ระดับเจ้าอาวาสทั่วประเทศ ให้ได้รับทราบถึงสถานการณ์การดำเนินการเกี่ยวกับมาตรา 7 และขอให้เจ้าอาวาส พระสังฆาธิการทุกวัดทั่วประเทศกว่า 30,000 วัด ส่งหนังสือฉบับดังกล่าวตรงถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ช่วยยับยั้งเรื่องดังกล่าวด้วย
พระเมธีธรรมาจารย์กล่าวต่อไปว่า คณะกรรมการกฤษฎีกากำลังพิจารณาแก้ไขมาตรา 7 ให้แล้วเสร็จภายในต้นเดือน ก.ค.แล้วส่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) นำเสนอเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ออกเป็นกฎหมายอย่างรวดเร็ว เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะมีการดำเนินการอย่างรีบร้อน ปิดลับ โดยมหาเถรสมาคม (มส.) และคณะสงฆ์ไม่รู้เรื่อง ทั้งที่เป็นกฎหมายการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเป็นประมุขสงฆ์ทั้งประเทศ ที่สำคัญอาจจะก่อให้เกิดความแตกแยกในคณะสงฆ์อย่างรุนแรง ซึ่งก่อนการดำเนินการใดๆ รัฐบาลควรต้องปรึกษาหารือกับ มส.ก่อนตามจุดยืนที่ทางรัฐบาลได้แถลงต่อสาธารณะ โดยผู้ที่มีอำนาจที่จะยับยั้งเรื่องนี้ได้ ก็มีแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เท่านั้น
พระเมธีธรรมาจารย์กล่าวอีกว่า ได้เริ่มส่งหนังสือดังกล่าวไปตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว เพื่อให้คณะสงฆ์ทั่วประเทศตระหนักเรื่องนี้ โดยการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชต้องเริ่มจาก มส. ทั้งนี้ ได้ขอให้พระสังฆาธิการที่ได้รับหนังสือนี้แล้วลงนามส่งถึงนายกรัฐมนตรีโดยด่วนภายในวันที่ 15 ก.ค. และขอให้นายกรัฐมนตรีช่วยดำเนินการทูลเกล้าฯเสนอนาม สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชตามมติ มส.ที่เป็นเอกฉันท์ 17:0 เมื่อวันที่ 5 ม.ค.2559 แต่หากเหตุการณ์ยากที่จะเยียวยาคงต้องขอบารมีพระสังฆาธิการทั่วประเทศได้แสดงพลังร่วมกันอีกครั้ง"



