
ดัลลัสป่วนหนัก ซุ่มยิงตร.ดับ 5 ระหว่างประท้วงยิงผิวดำ
ประท้วงตำรวจมะกันโหดยิงพลเมืองผิวดำตาย บานปลายที่ดัลลัส ซุ่มยิงตำรวจเสียชีวิต 5 นาย เอฟเอเอสั่งห้ามบินเหนือเมือง สงวนน่านฟ้าไว้สำหรับภารกิจฉุกเฉิน
8 ก.ค.59 เกิดเหตุวุ่นวายที่เมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา หลังผู้ชุมนุมหลายร้อยคนออกมาชุมนุมเดินขบวนประท้วงเหตุการณ์ที่ตำรวจยิงชาวอเมริกันผิวดำเสียชีวิตสองคนในรัฐมินนิโซตา กับที่รัฐลุยเซียนา กลายเป็นความโกลาหลเมื่อ จู่ๆ เสียงยิงปืนดังสนั่นกลางที่ประท้วง เมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. วันพฤหัสบดีที่ 7 ก.ค.ตามเวลาสหรัฐ (9.00 น. วันศุกร์ตามเวลาประเทศไทย ) ทำให้ฝูงชนแตกตื่นหาที่กำบังกันจ้าละหวั่น
ต่อมา หัวหน้าตำรวจดัลลัส เดวิด บราวน์แถลงว่า มีมือปืน 2 คนที่เชื่อว่าร่วมมือกัน ใช้ปืนยาวซุ่มยิงจากมุมสูงในช่วงที่การประท้วงใกล้ยุติ โจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจ มุ่งหวังสังหารและทำให้บาดเจ็บมากที่สุด เป็นเหตุให้ตำรวจเสียชีวิต 5 คน บาดเจ็บ 11 คน พลเรือนบาดเจ็บ 1 คน
สถานการณ์ตึงเครียดดำเนินต่อไป ตำรวจเข้าล้อมลานจอดรถใกล้วิทยาลัย เอ็นเซ็นโทร และยิงปะทะกับผู้สงสัยที่เตือนว่า จะสังหารและทำให้เจ้าหน้าที่บาดเจ็บอีกจำนวนมาก จากระเบิดที่วางไว้ในย่านกลางเมืองและลานจอดรถ
หลังคุมเชิงอยู่หลายชั่วโมง สื่อบางสำนักรายงานว่า คนร้ายยิงตัวตาย อีกกระแสระบุว่าเสียชีวิตจากอาการบาดเจ็บถูกยิง
ตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 3 คน เป็นชายหนึ่งคน หญิงสองคน ต่อมา มีชายอีกคนเข้ามอบตัว หลังทางการทวิตภาพถ่ายของเขาสวมชุดพรางและปืนยาวจู่โจมสะพายบ่า เพื่อขอเบาะแสพิกัดของเขา แต่ปรากฏว่าชายในรูป ที่ชื่อว่ามาร์ค ฮิวส์ ถูกสงสัยผิดคน และได้รับการปล่อยตัวไป
ทั้งนี้ ในรัฐเท็กซัส การพกพาปืนอย่างเปิดเผย ทำได้ไม่ผิดกฎหมาย
เหตุโจมตีเจ้าหน้าที่ในดัลลัส ถือเป็นวันนองเลือดที่สุดสำหรับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายนับจากเหตุวินาศกรรม 9 กันยายน 2544
(ประท้วงที่เซนต์ พอล รัฐมินนิโซตา )
ความวุ่นวายและโกลาหลในเมืองดัลลัส ทำให้สำนักงานการบินพลเรือนสหรัฐ (เอฟเอเอ) สั่งปิดน่านฟ้าเหนือเมือง เป็นเขตห้ามบิน มีผลถึงเวลา 18.30 น.วันศุกร์ตามเวลาในไทย ครอบคลุมรัศมี 2.5 ไมล์ อนุญาตให้เฉพาะเครื่องบินเพื่อภารกิจบรรเทาทุกข์ ภายใต้การกำกับของสำนักงานตำรวจดัลลัสเท่านั้น นอกจากนี้ ทางการสั่งระงับบริการรถไฟและรถโดยสารเข้าตัวเมืองซึ่งปกติเป็นย่านคึกคักมาก
("ที่ใดที่มีการกดขี่ ที่นั่นมีการขัดขืน" ป้ายประท้วงที่ไทม์ สแควร์ นิวยอร์ค)
การประท้วงที่เมืองดัลลัส เป็นหนึ่งในการชุมนุมประท้วงที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายเมืองทั่วสหรัฐอเมริกาเมื่อคืนวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น ด้วยความโกรธแค้นกรณีที่นายฟีลันโด คาสไทล์ ชาวอเมริกันผิวดำวัย 32 ปีถูกยิงเสียชีวิต ในเมืองเซนต์ พอล รัฐมิเนิโซตา เมื่อวันพุธ ไล่หลัง นายแอลตัน สเตอร์ริง วัย 37 ปี ถูกตำรวจผิวขาว 2 นายยิงตายขณะมีปากเสียงกันและขัดขืนการจับกุม ที่เมือง บาตองรูจ รัฐลุยเซียนาในวันก่อนหน้า
ทั้งสองเหตุการณ์สังหารถูกบันทึกวิดีโอและมีการนำมาเผยแพร่ ทำให้”ชีวิตของคนผิวดำไม่สำคัญเท่ากับชนอเมริกันผิวขาว” กลับมาเป็นประเด็นถกระดับชาติอีกหนและรุนแรงกว่าครั้งใด
โดยเฉพาะเหตุการณ์แรก ไดมอนด์ เรโนลดส์ แฟนสาวของผู้ตาย ถ่ายทอดเหตุการณ์แบบสดผ่านเฟซบุ๊คหลังคนรักเพิ่งถูกตำรวจยิง 4 นัดนั่งเลือดอาบอยู่เบาะข้าง เพราะตำรวจกลัวอีกฝ่ายชักปืนยิงตอบโต้
หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ อ้างสถิติที่รวบรวมเองว่า ชายผิวดำที่รัฐมินนิโซตาเป็นเหยื่อรายที่ 506 และเป็นชายผิวดำรายที่ 123 ที่ถูกตำรวจยิงเสียชีวิตตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้
ประธานาธิบดีบารัค โอบามาของสหรัฐ กล่าวขณะเดินทางถึงกรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องคนผิวดำ หรือคนพูดภาษาสเปน แต่เป็นเรื่องของชาวอเมริกันที่ทุกคน และผู้ที่มีใจเป็นธรรมทุกคนต้องใส่ใจ การที่ชาวอเมริกันแอฟริกันถูกตำรวจยิงมากกว่าชาวอเมริกันผิวขาว ทำให้เพื่อนร่วมชาติจำนวนมาก รู้สึกว่าเป็นเรื่องของสีผิว ที่ทำให้พวกเขาได้รับการปฏิบัติไม่เท่าเทียม ดังนั้นเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายจะต้องขจัดอคติที่อยู่ในใจให้หมดไป



