ข่าว

กิตติศักดิ์ ฝั้นสายทายาทช่างปั้นโดยสายเลือด

กิตติศักดิ์ ฝั้นสายทายาทช่างปั้นโดยสายเลือด

08 ก.ค. 2559

กิตติศักดิ์ ฝั้นสายทายาทช่างปั้นโดยสายเลือด : คมคิดธุรกิจนิวเจน โดยสันทนา รัตนอำนวยศิริ

            เด็กหนุ่มจาก อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ ที่เกิดและเติบโตในหมู่บ้านที่คนส่วนใหญ่มีอาชีพปั้น “น้ำต้น” คนโทน้ำโบราณ จนได้รับการซึมซับงานปั้นจากคุณตา คุณลุง โดยไม่รู้ตัว วันหนึ่งเริ่มรู้ตัวเองว่า “ชอบงานปั้น” จึงได้ติดตามคุณลุงที่เป็นครูช่างงานปั้น ไปตามงานแสดงต่างๆ และตัดสินใจเข้าเรียนศิลปะในมหาวิทยาลัยสงฆ์ วิทยาเขตเชียงใหม่ เพื่อค้นหาตัวเอง ในที่สุดเขาก็พบว่า ตัวตนที่จริงของเขาคือ ทายาทช่างปั้นโดยสายเลือด

            “หนึ่ง” กิตติศักดิ์ ฝั้นสาย หนุ่มมาดเซอร์ที่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองเพราะใจรักงานปั้นแบบพุทธศิลป์ ที่เพิ่งได้รับการคัดเลือกเป็น “ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ประจำปี 2559 สาขาฐานเครื่องดิน” ของศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ ศักดิ์สิทธิ์

            กิตติศักดิ์เปิดการสนทนาอย่างน่าสนใจว่า เกิดและเติบโตในหมู่บ้านช่างปั้นน้ำต้น หรือคนโทโบราณ ที่เป็นภาชนะใส่น้ำดื่มของภาคเหนือ เมื่อก่อนใช้กันแทบทุกบ้านในภาคเหนือ ครอบครัวทำอาชีพช่างปั้นมาหลายรุ่น เกิดมาก็เห็นคุณตาเป็นช่างปั้น ครอบครัวก็เป็นช่างปั้น ทำให้ซึมซับการเป็นช่างปั้นในสายเลือดมาเรื่อยๆ พอเริ่มตกตะกอน าจึงตัดสินใจเข้าไปเรียนศิลปะ

            “ครูคนแรกของผมคือ คุณตาของผมเอง เท่าที่ผมจำความได้ ผมเห็นคุณตานวดดินบนกระดานในบริเวณบ้าน แล้วผมก็จะไปนั่งเล่นอยู่ใกล้ๆ ตอนนี้ผมมองว่าเป็นเรื่องปกติที่เกิดมาก็เห็นแล้ว รู้สึกคุ้นชิน เลยไม่ได้มองว่า การปั้นเป็นเรื่องวิเศษอะไร แต่คนอื่นที่เขามาดู นักศึกษาที่เข้ามาทำงานวิจัย เขากลับรู้สึกสนใจและตั้งใจศึกษากันมาก พอโตขึ้นผมเริ่มรู้สึกจริงจังกับงานปั้นมากขึ้น ก็ตอนที่สล่าแดง หรือลุงแดง ลุงแท้ๆของผม ที่เป็นช่างปั้น และครูช่างของศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ มาชักชวนให้เป็นช่างฝีมืออย่างเต็มตัว ผมจึงมีโอกาสได้มาเป็นช่างปั้น เป็นทายาทของลุงแดง”

            กิตติศักดิ์ขยายความ “น้ำต้น” ให้เข้าใจง่ายๆ ว่า น้ำต้น คือ คนโทโบราณของภาคเหนือ เป็นภาชนะใส่น้ำดื่มของชาวล้านนา หรือชาวเหนือ ซึ่งน้ำที่อยู่ข้างในน้ำต้นจะมีอุณหภูมิลดลงประมาณ 5 องศาเซลเซียส ขึ้นอยู่กับสถานที่ที่น้ำต้นตั้งอยู่ คนเหนือสมัยก่อน นำไปเป็นสังฆทานถวายพระสงฆ์เพื่อใส่น้ำดื่ม ทางด้านพิธีกรรมก็ใช้ใส่น้ำเลี้ยงผีปู่ย่า และตั้งไว้บนศาลพระภูมิ อีกทั้งยังเป็นเครื่องประกอบยศของคนชั้นสูงในภาคเหนือสมัยก่อนอีกด้วย

            หนึ่งเล่าถึงความเป็นมาในการเลือกเรียนคณะพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพุทธศิลปกรรม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ว่า ที่เลือกเรียนที่นี้ เพราะได้แนวความคิด ได้ปรัชญาเกี่ยวกับคำสั่งสอนของศาสนา

            “เมื่อก่อนผมไม่ค่อยรู้จักตัวเอง มัวแต่ลุ่มหลงกับเรื่องไม่ค่อยเกิดประโยชน์เท่าไหร่ กิน เที่ยว ตามประสาวัยรุ่น แต่พอเข้าไปเรียนที่มหาจุฬาลงกรณ์ วิทยาเขตเชียงใหม่ เหมือนผมได้เข้าไปเรียนรู้ เข้าไปซึมซับบรรยากาศ วัฒนธรรม ที่สอนให้ผมรู้จักตัวเอง รู้สึกถึงความหยาบกระด้างของตนเอง ผมพยายามศึกษา เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง นำแนวความคิดจากตรงนี้มาบวกกับแนวความคิดด้านศิลปะ มหาวิทยาลัยนี้สอนงานศิลปะในเชิงสร้างสรรค์มากกว่าเชิงศาสนา ทั้งที่เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ ศิลปะแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คุณค่าทางศิลปะคือ คุณค่าทางกาย เน้นประโยชน์ใช้สอย อย่างเช่น งานหัตถกรรมที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งตรงนี้ผมได้เรียนรู้จากในหมู่บ้านที่ผมเกิด แต่เมื่อไปเรียนในมหาวิทยาลัยศิลปะผมต้องพัฒนาจากประโยชน์ใช้สอยให้ซาบซึ้งถึงคุณค่าทางศิลปะ จะมีแนวความคิด ปรัชญาทางศาสนา พอแนวความคิดตกตะกอนออกมาแล้วก็จินตนาการรูปแบบ รูปทรง ที่จะนำมาบวกกับแนวความคิดเรื่องราวทางศาสนา ให้ออกมาดูมีความรู้สึกเกี่ยวกับศาสนา เกี่ยวกับปรัชญา ซึ่งผมคิดว่า พอเรียนมาเรื่อยๆ ผมก็เริ่มตกตะกอนความคิด ศาสนาจะเลี้ยงดูให้เราคิดเป็น และพัฒนาตนเองให้หลุดพ้นจากวัฏสังขาร ผมก็เอาแนวความคิดนี้มาสร้างเป็นผลงาน”

            กิตติศักดิ์เล่าต่อว่า ตอนแรกๆ ตัวเขาก็ใช้ชีวิตเหมือนวัยรุ่นทั่วไป กระโดกกระเดก ออกจะฮ้าวๆ กระด้างๆ แต่พอได้เรียนและทำงานศิลปะไปเรื่อยๆ เหมือนงานช่วยขัดเกลาตัวเขา จนงานชิ้นสรุปที่เขาตั้งใจทำมาก ออกมาดีเกินคาด พอส่งผลงานให้อาจารย์ อาจารย์ก็ส่งเข้าประกวดระดับประเทศทันที ผลงานชิ้นนั้นได้รับรางวัล เป็นรางวัลด้านศิลปกรรมดีเด่น ของบริษัท โตชิบา ถือเป็นรางวัลที่เขาภาคภูมิใจมาก

            “ผมภาคภูมิใจกับรางวัลนี้มาก ได้เข้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผมโชคดีมากที่เกิดใน จ.เชียงใหม่ และอยู่แถบภาคเหนือ เพราะที่นี่มีศิลปิน มีครูด้านศิลปะ มีครูช่าง มีศิลปินพื้นบ้าน ที่เป็นต้นแบบให้ผมได้หลายท่าน เช่น อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ที่อยู่ จ.เชียงราย ผมได้เรียนรู้งานจากท่านอาจารย์เหล่านี้ จนผมเริ่มมีแนวทาง มีปรัชญาที่เป็นตัวตนของผม การเดินตามรอยวิถีชีวิตของท่านอาจารย์เหล่านั้น ทำให้ผมทำงานศิลปะออกมาได้สำเร็จเร็วขึ้น”

            คณะที่เขาเรียนศิลปะในมหาวิทยาลัยสงฆ์ ช่วงปี 1 ถึงปี 3 จะสอนทุกศาสตร์ทุกแขนง ไม่ว่าจะเป็นประติมากรรม จิตรกรรม หรือสื่อผสม พอขึ้นปี 4 ทางคณะจะให้เลือกเรียน เลือกแนวความคิด รูปแบบเทคนิควิธีการ เขามองว่า ศิลปะยากมากในเรื่องของความคิด ส่วนเทคนิคขึ้นอยู่กับจริตของคนเรียน แต่งานของเขาเป็นงานที่เกิดจากรากเหง้าของบรรพบุรุษ เขาจึงทำงานปั้นออกมาจากอารมณ์ความรู้สึกภายใน เป็นงานที่เกิดจากแรงบันดาลใจ เกิดจากจิตใต้สำนึกในวัยเยาว์ และพัฒนาเป็นงานศิลปหัตถกรรมร่วมสมัย และพยายามทำให้งานออกมาในรูปแบบต่างๆ ทั้ง 2 มิติ 3 มิติ ตลอดถึงการจัดวางงานด้วย

            “ตอนผมอายุประมาณ 20 กว่าๆ ทำงานหลายอย่างมาก ยังเรียนไม่จบ แล้วก็ยังลุ่มหลง กิน ดื่ม เที่ยว ตามประสาวัยรุ่น ผมมองว่า เราต้องเตือนสติตัวเองเป็นประจำ บางทีคนเราก็หลงทาง ไปตรงโน้นที ตรงนี้บ้าง แต่มาถึงตอนนี้ ผมอายุ 32 ปีแล้ว ผมว่า ผมนิ่งขึ้น รู้จักตัวตนของตัวเองมากขึ้น มหาวิทยาลัยศิลปะขัดเกลาผมได้มาก และชีวิตผมโชคดีมาก ที่พ่อกับแม่สนับสนุน ผมขาดเหลืออะไร ท่านจะช่วยสนับสนุนตลอด ถึงแม้ว่าพ่อกับแม่ของผมจะไม่ได้อยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก แต่ผมก็ไม่รู้สึกขาด ทั้งพ่อและแม่ก็ไม่ได้ทอดทิ้งผม ยังคงให้การสนับสนุนผมทุกเรื่อง ซึ่งผมถือว่าเป็นเรื่องที่โชคดีที่สุดในชีวิตของผม”

            กิตติศักดิ์ บอกว่า งานปั้นของเขาอาจจะเป็นงานที่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน ด้วยความคิดที่แตกต่างกัน งานหัตถกรรมของกิตติศักดิ์มีวางขาย 2 ที่ในภาคเหนือ คือ ที่หอศิลปะ จ.เชียงราย และหอศิลป์วัฒนธรรมเชียงใหม่

            ณ จุดนี้ อยากจะยึดถืองานที่เป็นอัตลักษณ์ของตัวเอง เป็นงานปั้นแบบโบราณ แล้วก็เรียบเรียงรูปแบบของผลงาน ปรัชญาทางแนวความคิดให้ชัดเจน ให้เป็นแก่นแนวแน่ ผลงานจะมีวิวัฒนาการตามยุคสมัยที่เขาไปพบเจอ ไปสัมผัส รูปแบบของงานก็จะหลากหลายมากขึ้น แต่ยังคงจุดยืนของตัวเอง

            “ผมมองว่า การบริหารจัดการเป็นสิ่งที่สำคัญ จะทำให้ตัวผมเองสามารถที่จะหาเลี้ยงชีพได้ แล้วก็พัฒนาเรื่องแนวความคิด พัฒนาเรื่องของบุคลากร ถ้าเราประสบความสำเร็จขึ้นมา ก็เท่ากับว่า เราหารายได้ให้คนในชุมชนรอบข้างได้ด้วย”

            จากความคุ้นชินในวัยเด็ก ซึมซับจนกลายเป็นความชอบในงานศิลปหัตถกรรมโดยไม่รู้ตัว ในที่สุดความคุ้นชินในวันเด็กก็ทำให้เขาเป็น “ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม” ที่มีอนาคตไกลในวันนี้ และวันข้างหน้า ด้วยแนวคิดที่มุ่งมั่นและบ่งบอกถึงตัวตนของเขา “กิตติศักดิ์ ฝั้นสาย” อย่างแท้จริง