
นโยบายเกษตรเวียดนาม จากไม่พอสู่การส่งออก(จบ)
โดย - รศ.สมพร อิศวิลานนท์
(ต่อจากวันศุกร์ที่แล้ว)
เรื่องราว นับจากท่านโฮจิมินห์ได้ทำสงครามกอบกู้เอกราชจากประเทศฝรั่งเศสจนได้ชัยชนะในปี 2497 นั้น ในปี 2529 เป็นต้นมา ได้มีการปฏิรูปการเกษตรครั้งสำคัญของเวียดนามจากระบบการผลิตที่กำกับโดยส่วนกลาง ไปสู่การให้ครัวเรือนแต่ละครัวเรือนมีสิทธิในการตัดสินใจในการผลิต ภายใต้นโยบายการปฏิรูปภาคเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่านโยบาย “โด๋ยเหม่ย (Doi Moi)” โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญที่ต้องการเน้นการบริหารเศรษฐกิจภายใต้ตลาดเสรีแต่ยังคงใช้ระบบการเมืองแบบคอมมิวนิสต์
นโยบายดังกล่าวนอกจากจะเน้นการสร้างแรงจูงใจเพื่อสนับสนุนการผลิตในภาคการเกษตรโดยให้เกษตรกรมีสิทธิในการเช่าที่ดินเพื่อทำการเกษตรในระยะเวลาที่ยาวนานขึ้นจากเดิม รวมถึงการยินยอมให้เกิดการซื้อขายสิทธิในที่ดิน เปลี่ยนมือในที่ดินกันได้ หรือยอมให้มีการตกทอดเป็นมรดกให้แก่คนในครอบครัว เป็นต้น เพื่อสนับสนุนแรงจูงใจในการลงทุนของครัวเรือนในธุรกิจฟาร์มและรวมถึงการปรับปรุงคุณภาพที่ดินเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิตจากการใช้ที่ดิน
นอกจากนี้ยังได้ปฏิรูปกลไกการตลาดผลผลิตภายในประเทศจากเดิมการตั้งราคาสินค้าเกษตรจะถูกกำหนดจากคณะกรรมการภาครัฐ มาสู่การให้ภาคเอกชนมีบทบาทในการกำหนดราคา ซึ่งการลดบทบาทของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินการค้า การปฏิรูปข้อจำกัดในการส่งออกเพื่อเอื้อให้ธุรกิจเอกชนเข้ามามีบทบาทสนับสนุนในการส่งออกสินค้าเกษตรของประเทศ การยกเลิกข้อกำหนดจำนวนโควตาการส่งออก การปฏิรูปภาษีการส่งออกสินค้าเกษตร ตลอดจนการปฏิรูปการลงทุนวิจัยในภาคการเกษตร เป็นต้น
ผลของนโยบายการปฏิรูปภาคการเกษตรใหม่ดังกล่าว ได้ส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของผลผลิตในภาคการเกษตรอย่างก้าวกระโดด ภาวะการขาดแคลนอาหารที่เคยเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ กลับผลิตได้มากกว่าความต้องการภายในประเทศ และนำไปสู่การส่งออกสินค้าเกษตรตามมา
เนื่องจากภาคการเกษตรของเวียดนามใช้ที่ดินไปในการผลิตข้าวถึงร้อยละ 85 ของพื้นที่เพาะปลูกการเกษตร ผลผลิตข้าวได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยผลผลิตข้าวเปลือกได้เพิ่มจาก 16 ล้านตันในปี 2529 มาเป็น 32 ล้านตันในปี 2543 และเพิ่มขึ้นเป็น 45 ล้านตันในปี 2557 จนทำให้เวียดนามเป็นผู้ส่งออกข้าวรายสำคัญเป็นลำดับสองในปี 2555 สามารถส่งออกได้ถึง 7.7 ล้านตัน
ส่วนสามเพิ่มได้แก่ การเพิ่มผลผลิต การเพิ่มคุณภาพ และการเพิ่มกำไร รวมถึงการผลิตของเกษตรกรขนาดเล็กบนพื้นที่นาแปลงใหญ่เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้พันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพและยกระดับคุณภาพของผลผลิตข้าวในตลาดส่งออกของเวียดนาม รวมถึงการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรร่วมกันเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านแรงงานคนและการประหยัดต่อขนาด เป็นต้น
การจัดการในภาคการผลิตในระดับไร่นาดังกล่าว ได้สร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรเวียดนาม เพราะผลิตแล้วมีกำไร อีกทั้งยังเป็นการยกระดับสินค้าเกษตรของเวียดนาม โดยเฉพาะสินค้าข้าวให้แข่งขันได้ในเวทีการค้าข้าวโลก เวียดนามสามารถส่งออกข้าวขาว ทั้งข้าว 5% และข้าว 25% ในระดับราคาที่ต่ำกว่าราคาส่งออกข้าวของไทย และมีผลทำให้เวียดนามเป็นผู้ถือครองตลาดข้าวขาว 5% และ 25% ในตลาดการค้าข้าวของประชาคมอาเซียน
ปัจจุบันเวียดนามนอกจากจะเป็นผู้ส่งออกข้าวเป็นอันดับสามของโลกแล้ว ยังเป็นผู้ส่งออกพริกไทยเป็นอันดับหนึ่งของโลก และเป็นผู้ส่งออกกาแฟและเม็ดมะม่วงหิมพานต์เป็นลำดับสองของโลก
ความสำเร็จของนโยบายการเกษตรในเวียดนามได้ลดภาวะความยากจนของประชากรในชนบท ในขณะเดียวกันได้ยกระดับรายได้ของครัวเรือนเกษตรไปพร้อมๆ กับการสร้างความอยู่ดีกินดีอย่างยั่งยืนตามมา



