
นายทุนหนาว‘สปก.’เตรียมยึดที่ดินคืน1.5หมื่นไร่
นายทุนหนาว ส.ป.ก.กาญจน์ เตรียมยึดคืนที่ดินวัดเสือ กว่า 900 ไร่ นำร่องสนอง ม.44 เผยมีเป้าหมาย 14 แปลง รวม 4 อำเภอ พื้นที่ 15,000 ไร่
วันที่ 7 กรกฎาคม 2559 นายวัชรินทร์ วากะมะนนท์ ปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) กาญจนบุรี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ที่ผ่านมา พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายสรรเสริญ อัจจุตมานัส เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) ได้ร่วมกันแถลงถึงการดำเนินการตามมาตรา 44 หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ลงนามในคำสั่งยึดคืนที่ดิน ส.ป.ก.ที่มีผู้ครอบครองเกิน 500 ไร่ มีเป้าหมาย 429 แปลง จากทั้งหมด 25 จังหวัดทั่วประเทศ เนื้อที่ 432,765 ไร่ เพื่อนำที่ดินเข้าสู่กระบวนการปฎิรูป
สำหรับจังหวัดกาญจนบุรี เป็น 1 ใน 25 จังหวัด ที่ต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 129 วัน โดยเดิมทีพบพื้นที่เป้าหมาย จำนวน 13 แปลง รวมเนื้อที่ 13,663 ไร่ แต่ล่าสุด ส.ป.ก.พบเป้าหมายเพิ่มอีก 1 แปลง รวมเป้าหมาย 14 แปลง เนื้อที่ประมาณ 15,000 ไร่ สำหรับพื้นที่เป้าหมายทั้ง 14 แปลง มีอยู่ด้วยกัน 4 อำเภอ จากทั้งหมด 13 อำเภอ ประกอบด้วย อ.ไทรโยค อ.เลาขวัญ อ.พนมทวน และ อ.ด่านมะขามเตี้ย สำหรับ อ.ด่านมะขามเตี้ย มีกลุ่มนายทุนหรือมีผู้ครอบครองที่ดิน ส.ป.ก.เกินกว่า 500 ไร่มากที่สุด
อย่างไรก็ตาม ส.ป.ก.กาญจนบุรี จะดำเนินการตามมาตรา 44 ด้วยการนำร่องยึดคืนที่ดินในเขตพื้นที่ อ.ไทรโยค เป็นอันดับแรก และแปลงแรกมีพื้นที่จำนวน 931-0-83 ไร่ ซึ่งที่ดินแปลงดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ 5 ต.สิงห์ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ผู้ที่บุกรุกคือ วัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน หรือวัดเสือ แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังในอดีต ส่วนแปลงเป้าหมายที่พบเพิ่มอยู่ติดกับวัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน มีเนื้อที่กว่า 1,000 ไร่
โดยในเวลา 09.00 น.วันพรุ่งนี้ (8 ก.ค.) จะเริ่มดำเนินการทันที โดยก่อนดำเนินการ ส.ป.ก.จะแถลงต่อสื่อมวลชน พร้อมมอบเอกสารรายละเอียดทั้งหมดให้ เพื่อให้ทราบว่า เป้าหมายทั้ง 14 แปลงนั้นอยู่ในพื้นที่หมู่อะไร และตำบลอะไรของทั้ง 4 อำเภอด้วย
พบนายทุนบุกรุก‘ป่าต้นน้ำ’นับ100ไร่
ด้าน พ.อ.ธวัชชัย รักอาชีพ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดตรัง (ฝ่ายทหาร) สนธิกำลังประมาณ 150 นาย ทั้งทหาร, ตำรวจ ,ชุดปฏิบัติการพิเศษ ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 43 , ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่รับผิดชอบทั้งในพื้นที่จังหวัดตรัง รวมทั้งจากสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 (นครศรีธรรมราช) ,ส่วนป้องกันและปรามปรามภาคใต้ กรมป่าไม้ และเจ้าหน้าที่ชุดสายตรวจปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประจำจังหวัดตรัง-สตูล เข้าดำเนินการตรวจสอบยึดคืนพื้นที่ป่าในพื้นที่ 2 ตำบล คือ ต.วังมะปรางเหนือ และ ต.อ่าวตง อ.วังวิเศษ ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าควนชี-ทอนแจ้ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประบางคราม พื้นที่รอยต่อตรัง-กระบี่-นครศรีธรรมราช ซึ่งถือเป็นผืนป่าต้นน้ำ “คลองชี” สายสำคัญที่หล่อเลี้ยงชาวอำเภอวังวิเศษ รวมจำนวน 4 แปลง เนื้อที่รวมประมาณกว่า 100 ไร่
ทั้งนี้ พบว่าในพื้นที่หมู่ 9 บ้านควนหิน ต.วังมะปรางเหนือ ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าควนชี-ทอนแจ้ พบการบุกรุกครอบครองต่อจากที่ดิน ส.ป.ก เดิม ที่มีการถือครองในบริเวณพื้นล่าง โดยทำลายและตัดโค่นไม้ขนาดใหญ่อย่างโจ๋งครึ่ม ขึ้นไปบนภูเขาทั้ง 2 ด้าน จนโล่งเตียน สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าจากด้านล่างในระยะไกลลิบ เหลือเพียงบริเวณยอดของภูเขาเท่านั้น โดยเริ่มจากการทำให้ป่าเสื่อมโทรมแล้วปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 1 ปี จากนั้นได้ทำการเผาแล้วเข้าทำขั้นบันได ปลูกยางพารา อายุประมาณ 1 - 2 ปี ซึ่งการเดินเท้าเข้าไปสำรวจเป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะเนินเขามีความสูงและลาดชัน
ส่วนที่หมู่ 10 เขาปลวกล้อน ต.วังมะปรางเหนือ ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าควนชี-ทอนแจ้ เช่นเดียวกัน และถูกจัดให้เป็นป่าโซนอนุรักษ์ เพราะมีไม้หวงห้ามขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นไม้ที่มีค่าทางเศรษฐกิจขึ้นปกคลุมอยู่เป็นจำนวนมากบนภูเขาหิน เช่น ไม้เคี่ยม ไม้รักเขา ไม้แดง เป็นต้น ทั้งนี้ พบว่าเป็นจุดชมวิวที่สวยงามสามารถมองเห็นสภาพพื้นที่ อ.วังวิเศษทั้งสองด้าน รวมทั้ง อ.สิเกา เจ้าหน้าที่พบมีการก่อสร้างเป็นสำนักสงฆ์ “ควนปลวกล้อนวิเศษคีรี” ประกอบด้วย ศาลาที่สร้างแล้วเสร็จ 1 หลัง และกุฏิที่ยังสร้างไม่แล้วเสร็จอีก 2 หลัง แต่ไม่มีพระสงฆ์อาศัยอยู่แต่อย่างใด เนื่องจากถูกชาวบ้านขับไล่ หลังทำการตัดโค่นไม้หวงห้ามในพื้นที่ เพื่อปรับทัศนียภาพบนภูเขา ซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปไว้ให้ประชาชนกราบไหว้
และจุดที่ 3 บริเวณพื้นที่เหนือน้ำตกร้อยชั้นพันวัง หมู่ 11 ต.อ่าวตง ซึ่งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประบางคราม พบมีการบุกรุกพื้นที่ครอบครองเพื่อปลูกผลอาสินจำนวนมาก ทั้งยางพารา ปาล์มน้ำมัน และไม้ผลหลายชนิด
ซึ่งทั้ง 4 แปลง เนื้อที่โดยรวมกว่า 100 ไร่ โดยบางแปลงเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปดำเนินการจับกุมมาก่อนหน้านี้ประมาณ 2 – 3 ปี แต่ยังไม่ได้ดำเนินการรื้อถอนหรือยึดคืน ผู้ครอบครองจึงมีการเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ตลอดเวลา และรุกล้ำพื้นที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยหลังจากนี้ทางเจ้าหน้าที่เตรียมมาตรการบังคับทางปกครองตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 และมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 เพื่อตัดทำลาย และรื้อถอนยึดคืนผืนที่ต่อไป



