
สานต่อ“ยโสธรโมเดล”อีก10จว...สู่เมืองเกษตรอินทรีย์
โดย - โต๊ะข่าวเกษตร
จังหวัดยโสธร ถือเป็นแหล่งผลิตเกษตรอินทรีย์ที่มีศักยภาพสูง ปัจจุบันมีการผลิตข้าวอินทรีย์ แตงโมอินทรีย์ พืชผักสมุนไพรอินทรีย์ รวมทั้งปศุสัตว์ และสัตว์น้ำอินทรีย์ ภายหลังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับจังหวัดยโสธร เพื่อร่วมขับเคลื่อน “โครงการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ วิถียโสธร” หรือ “ยโสธรโมเดล” ให้เป็นเมืองเกษตรอินทรีย์ต้นแบบ (Model) ของประเทศ
โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งบูรณาการพัฒนาด้านเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่จังหวัดยโสธรตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การผลิต แปรรูป จนถึงการตลาด โดยมุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์เดิม พร้อมส่งเสริมให้ขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นเมืองต้นแบบและเพิ่มปริมาณสินค้าเกษตรอินทรีย์ป้อนเข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศเพิ่มขึ้น
นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า ขณะนี้ มกอช.ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสานต่อการพัฒนายโสธรโมเดลให้เป็นเมืองต้นแบบด้านเกษตรอินทรีย์ โดยเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ให้เกษตรกรในพื้นที่ทั้งกลุ่มผู้ผลิตเดิมและกลุ่มใหม่ ตั้งแต่หลักการของเกษตรอินทรีย์ การปรับเปลี่ยนพื้นที่เข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ การจัดการผลิต จนถึงการเก็บเกี่ยว ขณะเดียวกันยังมุ่งส่งเสริมและผลักดันเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดยโสธรเข้าสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น มีเป้าหมาย 60,000 ไร่ จากเดิมที่มี ประมาณ 40,000 ไร่ รวมเป็น 100,000 ไร่ ภายในปี 2561
นอกจากนั้น ยังสนับสนุนความรู้ในการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเกษตรอินทรีย์ รวมถึงการตรวจสอบย้อนกลับ และมุ่งส่งเสริมการรวบรวมผลผลิตในรูปแบบกลุ่มเกษตรกรหรือสหกรณ์ เบื้องต้นคาดว่า จะได้ผลผลิตข้าวเปลือกอินทรีย์กว่า 35,000 ตัน รวมทั้งผลิตผลอินทรีย์อื่นๆ อาทิ แตงโม ผักต่างๆ สัตว์น้ำ และไข่ไก่ป้อนเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น
อีกทั้ง ยังมุ่งส่งเสริมการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าซึ่งคาดว่าจะมีการแปรรูปข้าวสารอินทรีย์กว่า 90 % และยังมีแผนสนับสนุนการสร้างเครือข่ายตลาดภายในและต่างประเทศ อาทิ ตลาดชุมชน ตลาดสด ตลาดโมเดิร์นเทรด และมีแผนส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าและเชื่อมโยงกับตลาดออนไลน์ด้วย มีเป้าหมายเพิ่มตลาดภายในประเทศเป็น 30 % และส่งออก 70 %
ที่ผ่านมา ได้มีการสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลกลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์เดิมในจังหวัดยโสธร จำนวน 10 กลุ่ม พื้นที่ ประมาณ 37,000 ไร่ และได้สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวให้แก่เกษตรกร 3 กลุ่ม พื้นที่ปลูก 900 ไร่ พร้อมส่งเสริมการตรวจรับรองมาตรฐานให้กับเกษตรกรผู้ปลูกแตงโมอินทรีย์ มีการให้ความรู้เพื่อพัฒนาการแปรรูปและพัฒนาบรรจุภัณฑ์สินค้า 3 กลุ่ม ส่งเสริมให้นำคิวอาร์โค้ด (QR Code) ไปใช้ตามสอบสินค้าเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และเชื่อมโยงตลาดแตงโมอินทรีย์กับโมเดิร์นเทรด
ขณะเดียวกันยังได้สำรวจและจัดทำฐานข้อมูลกลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ใหม่ จำนวน 89 กลุ่ม พื้นที่ ประมาณ 20,000 ไร่ โดยประชาสัมพันธ์การทำเกษตรอินทรีย์และเชิญชวนเกษตรกรเข้าร่วม 9 อำเภอ และมีการจัดฝึกอบรมให้ความรู้ด้านการผลิตตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์และการรับรองมาตรฐานแบบกลุ่ม 410 ราย จากเป้าหมายที่กำหนดไว้ 1,165 ราย และได้เตรียมขยายผลสู่นักเรียนในพื้นที่กว่า 400 คน พระสงฆ์ (เจ้าคณะอำเภอ) 100 รูป และตัวแทนกลุ่มเกษตรกรกว่า 890 คน ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกข้าวอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนเข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์กว่า 180 ราย
นางสาวดุจเดือน กล่าวอีกว่า ปีนี้ มกอช. ได้เร่งบูรณาการขยายผลการพัฒนาด้านเกษตรอินทรีย์ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยนำ “ยโสธรโมเดล” ไปเป็นต้นแบบพัฒนาต่อยอดและขยายผลไปสู่จังหวัดอื่นที่มีศักยภาพไม่น้อยกว่า 10 จังหวัด อาทิ จังหวัดพัทลุง หนองคาย อุบลราชธานี ลำพูน ลำปาง เพชรบูรณ์ สงขลา กาฬสินธุ์ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด และมหาสารคาม เป็นต้น เพื่อเพิ่มพื้นที่และชนิดสินค้าเกษตรอินทรีย์ของประเทศมากขึ้น ซึ่งได้ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ทั้งประเทศปีละไม่น้อยกว่า 10 %
ปัจจุบันไทยมีพื้นที่ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ประมาณ 160,000 ไร่ เกษตรกร กว่า 5,000 ราย ได้ผลผลิตเกษตรอินทรีย์ ราว 50,000 ตัน ส่วนใหญ่เป็นข้าวอินทรีย์ คิดเป็น 60 % ที่เหลือเป็นพืชอื่นๆ สมุนไพร สินค้าประมง และปศุสัตว์อินทรีย์ มีมูลค่ารวมไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาท
สำหรับสินค้าอินทรีย์ที่มีศักยภาพการผลิตและส่งออกสูง คือ ข้าวอินทรีย์และผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ผักผลไม้อินทรีย์ อาทิ กล้วยหอม สับปะรด เงาะ มะม่วง มังคุด ทุเรียน ผักสลัด แครอท กระเจี๊ยบเขียว ชา และกาแฟอินทรีย์ โดยมีตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ สหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา ส่วนตลาดส่งออกที่มีศักยภาพและมีแนวโน้มดีในอนาคตคือ ญี่ปุ่น จีน และกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน



