
เอสเอ็มอีเริ่มฟื้นอุตฯท่องเที่ยวนำร่อง
ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ สำรวจเอสเอ็มอี เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว พบ 1 ใน 3 ฟื้นตัวดี เตือนเอสเอ็มอีส่งออกประกันความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงิน
นายเกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่า จากการสำรวจความคิดเห็นผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ทั่วประเทศ พบว่าเอสเอ็มอีเริ่มเห็นสัญญาณบวกด้านการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในการทำตลาดเชิงรุกมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจล่าสุดพบว่า เอสเอ็มอีจำนวน 1 ใน 3 เท่านั้นที่เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โรงแรม สปา สุขภาพอนามัย ไอที และเกษตรแปรรูปสมัยใหม่ ส่วนเอสเอ็มอีจำนวน 2 ใน 3 พบว่ามีสัญญาณเริ่มฟื้นตัวบ้าง แต่ยังต้องขึ้นอยู่กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่จะต้องเป็นบวกต่อเนื่อง ถึงจะเอื้อต่อการฟื้นตัวของเอสเอ็มอีได้ชัดเจนขึ้น
“แม้ภาครัฐจะมีนโยบายในการส่งเสริมธุรกิจเอสเอ็มอี มีพิมพ์เขียวการส่งเสริมธุรกิจเอสเอ็มอีออกมา แต่การนำไปสู่ภาคปฏิบัติยังมีความล่าช้า และมองว่าแม้เอสเอ็มอีไทยจะเดินไปในทิศทางเดียวกับเอสเอ็มอีในอาเซียน โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับมาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม แต่ก็เป็นการเติบโตที่มีความล่าช้ากว่ามาก ซึ่งสิ่งที่แตกต่างกันอยู่ที่แนวคิดในการสร้างผู้ประกอบการ โดยในอาเซียนจะเน้นสร้างผู้ประกอบการให้ก้าวสู่ตลาดอินเตอร์ แต่เอสเอ็มอีไทยจะเน้นเพียงตลาดท้องถิ่นเท่านั้น โดยการพัฒนาเอสเอ็มอีไทยจะต้องมุ่งที่การปรับเปลี่ยนแนวคิด และทัศนคติ รวมทั้ง การเพิ่มทักษะของบุคลากรในเอสเอ็มอีเอง”นายเกียรติอนันต์ กล่าว
ด้านผลกระทบจาก BREXIT นั้น คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ มองว่าภาคการเงินของไทยน่าจะมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรองรับผลกระทบจากภาวะวิกฤติได้ เพราะได้ปรับตัวมาตั้งแต่ปี 2540 อย่างไรก็ตาม นักธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ส่งออกควรต้องใช้เครื่องมือประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือกรณีการค้าขายแบบดั้งเดิม ควรเจรจาการชำระเงินในรูปของเงินบาท เพื่อลดความเสี่ยงลง ด้านนักลงทุนในตลาดทุน ควรกระจายความเสี่ยงทั้งในด้านของภูมิภาค และกลุ่มอุตสาหกรรม โดยดูที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก ขณะที่ภาครัฐ เอง ควรเตรียมแผนสำรองกรณีที่ตลาดการเงินส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจอย่างแท้จริง



