ข่าว

ไร่อ้อยเฮครม.คืนเงินส่วนต่างราคานายกฯ ชี้เงินไหลเข้ากองทุนเพิ่ม-ให้คืนตันละ 34.43 บาท

ไร่อ้อยเฮครม.คืนเงินส่วนต่างราคานายกฯ ชี้เงินไหลเข้ากองทุนเพิ่ม-ให้คืนตันละ 34.43 บาท

06 ส.ค. 2552

ชาวไร่เฮ ครม.เห็นชอบคืนเงินส่วนต่างราคาอ้อย 34.43 บาทต่อตัน หลังเงินไหลเข้ากองทุนอ้อยมากขึ้นจากการปรับขึ้นราคาน้ำตาลทรายในประเทศเมื่อปีที่แล้ว พร้อมกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายปี 2550/2551 ตันละ 672.43 บาท

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบการกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้าย ฤดูกาลผลิตปี 2550/2551 เป็นรายเขตทั่วประเทศในอัตราตันอ้อยละ 672.43 บาท ณ ระดับความหวาน 10 ซีซีเอส อัตราขึ้นลงของราคาอ้อยเท่ากับ 40.35 บาทต่อหน่วยซีซีเอส และกำหนดผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย ฤดูกาลผลิตปี 2550/2551 ที่ 288.19 บาทต่อตันอ้อย

 พร้อมทั้งเห็นชอบทบทวนมติ ครม.เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2551 และวันที่ 28 เมษายน 2551 โดยกำหนดให้คืนเงินส่วนต่างราคาอ้อยให้ชาวไร่อ้อยจำนวน 34.43 บาทต่อตันอ้อย เพราะขณะนี้มีเงินไหลเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลมากขึ้น หลังปรับราคาน้ำตาลทรายในประเทศกิโลกรัมละ 5 บาทในปีที่ผ่านมา ซึ่งน่าจะทำให้กองทุนไม่ติดลบได้ภายใน 1 ปีครึ่ง

 นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงราคาอ้อยขั้นสุดท้าย ว่าจากมติ ครม.เมื่อวันที่ 8 มกราคม และวันที่ 28 เมษายน 2551 กำหนดให้มีการส่งเงินค่าอ้อยขั้นสุดท้าย ฤดูกาลผลิตปี 2550/2551 ในส่วนที่สูงเกินกว่าราคาเฉลี่ยทั่วประเทศที่ตันละ 638 บาทให้กองทุนอ้อย ในอัตราตันละ 15 บาทในทุกเขตคำนวณราคาอ้อย เพื่อใช้สำหรับนำไปพัฒนาด้านอ้อยและแก้ปัญหาชาวไร่อ้อยกรณีมีความจำเป็น แต่ ครม.มีมติให้นำเงินส่วนต่างที่จะส่งให้กองทุนอ้อยและเงินส่วนต่างที่เหลือ คือ 19 บาทต่อตันให้ชาวไร่อ้อย รวมเป็น 34.43 บาทต่อตันให้ชาวไร่อ้อย

 “เดิมมีการเสนอให้กันเงินส่วนต่างราคาให้กองทุนอ้อยฯ 15 บาทต่อตัน แต่ ครม.เห็นว่าการส่งเงินเข้ากองทุนขณะนี้ยังไม่จำเป็นเพราะภาระกองทุนอ้อยลดลงมากแล้ว ครม.จึงให้นำเงินส่วนต่างทั้งหมดส่งคืนให้ชาวไร่ ส่วนวิธีจ่ายเงินจะเป็นไปตามวิธีที่กำหนดไว้" นายวัชระกล่าว

 แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลระบุว่า ที่ประชุม กอน.มื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา ชาวไร่เสนอขอให้นำเงินส่วนต่างเข้ากองทุนอ้อยเพื่อนำไปชำระหนี้ แต่เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ชาวไร่ได้เสนอขอให้ทบทวนคืนเงินส่วนต่างทั้งหมดให้ชาวไร่ เพื่อให้มีเงินทุนหมุนเวียนในการปลูกและบำรุงอ้อย เนื่องจากมีการเพิ่มราคาน้ำตาลทรายในประเทศในอัตรา 5 บาทต่อกก.ม. ทำให้กองทุนอ้อยมีรายได้เพิ่มขึ้น 9,000 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอต่อการชำระหนี้ที่มีอยู่

 ทั้งนี้ ณ วันที่ 17 กรกฎาคม 2552 กองทุนอ้อยมีหนี้ค้างชำระกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จำนวน 12,333.88 ล้านบาท จากเดิมเคยมีหนี้สูงถึง 24,626.67 ล้านบาท ขณะที่ปัจจุบันกองทุนอ้อยมีรายได้จาก 2 แหล่ง ได้แก่ เงินส่วนต่างภาษีมูลค่าเพิ่มปีละ 1.3 พันล้านบาท และเงินจากการปรับเพิ่มราคาจำหน่ายน้ำตาลในประเทศปีละ 9.5 พันล้านบาท