
เพิ่มทางรอด 'เอสเอ็มอี' ไทย
เคาะ พ.ร.บ.หลักประกันฯ เพิ่มทางรอด 'เอสเอ็มอี' ไทย
ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2559 เป็นต้นไป พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ.2558 ได้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว หลังลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 โดยกฎหมายใหม่ฉบับนี้จะเป็นประโยชน์กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) อย่างยิ่ง เพราะจะทำให้สามารถเข้าถึงเงินทุนได้มากขึ้น จากเดิมที่พบว่ามีเอสเอ็มอีเพียง 8 แสนรายเท่านั้น ที่จะเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ คิดเป็นสัดส่วนเพียง 30% ของเอสเอ็มอีทั้งหมดของประเทศ 2.8 ล้านราย ขณะที่อีก 70% หรือกว่า 2 ล้านราย ยังเข้าไม่ถึง
หลักสำคัญของกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ คือ การให้สามารถนำสังหาริมทรัพย์แบบไม่ต้องจดทะเบียนก็ได้ หรือทรัพย์สินใดๆ ก็ได้นำมาใช้เป็นหลักประกัน และจากเดิมที่ทรัพย์สินเมื่อมีการนำไปค้ำประกันเงินกู้ หรือนำไปจำนำแล้ว ทรัพย์สินเหล่านี้จะต้องอยู่กับผู้รับจำนำ ผู้กู้จะไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ แต่กฎหมายฉบับนี้ให้สิทธิแก่เจ้าของทรัพย์สินนั้น ยังเป็นผู้ได้ครอบครองและสามารถใช้ประโยชน์ได้
ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็น กิจการ สิทธิเรียกร้อง บัญชีเงินฝากในธนาคาร สินค้าคงคลัง วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้า เครื่องจักร อุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ อสังหาริมทรัพย์ ทรัพย์สินทางปัญญา และเครื่องหมายการค้า ล้วนสามารถนำมาใช้เป็นหลักประกันได้ทั้งสิ้น
โดยกฎหมายฉบับนี้ มีหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรงคือ กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะเป็นผู้ดูแลในด้านนายทะเบียน เป็นสำนักทะเบียนที่มีหน้าที่รับจดทะเบียนเกี่ยวกับหลักประกัน
“ผู้ที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากกฎหมายฉบับนี้ คือ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพราะจะเข้าถึงเงินทุนได้โดยตรงเพื่อต่อยอดการพัฒนา และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า”
นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว
นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน พร้อมที่จะให้บริการจดทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2559 เป็นต้นไป โดยมั่นใจว่ากฎหมายฉบับนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการ ธุรกิจไทย สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินเพื่อต่อยอดธุรกิจได้ง่ายมากยิ่งขึ้น และเชื่อว่าจะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศได้อย่างมหาศาล
“คาดว่าสถาบันการเงินจะทยอยนำเอสเอ็มอีและกลุ่มที่เริ่มต้นธุรกิจ หรือสตาร์ทอัพ เข้ามาสู่ระบบการจดทะเบียนฯ กว่า 3 แสนรายในปีแรกนี้”
นางอภิรดีกล่าวอีกว่า ผู้ที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากกฎหมายฉบับนี้ คือ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพราะจะเข้าถึงเงินทุนได้โดยตรงเพื่อต่อยอดการพัฒนา และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า โดยผู้ประกอบการสามารถนำทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกัน ทั้งกิจการ สิทธิเรียกร้อง สังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ และทรัพย์สินทางปัญญา ไปใช้ประโยชน์ในการทำธุรกิจได้ ส่วนสถาบันการเงินจะสามารถขยายสินเชื่อได้มากขึ้น ด้วยต้นทุนที่ต่ำลงเพราะลดความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ เนื่องจากกฎหมายมีรูปแบบการดำเนินงานที่รวดเร็วเป็นธรรม
นอกจากนี้ยังจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยและเป็นผลดีในสายตาของนักลงทุนต่างชาติที่สนใจเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งจะสะดวกและง่ายขึ้น รวมถึงเป็นผลดีต่อการจัดอันดับด้านการอำนวยความสะดวกการทำธุรกิจในประเทศไทยของธนาคารโลกในอนาคต
นายพรชัย ฐีระเวช รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง กล่าวว่า กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการรายเล็ก และรายกลาง ขณะที่ผู้ให้สินเชื่อ หรือสถาบันการเงิน จะมีความมั่นใจในการให้สินเชื่อ เพราะมีกฎหมายดูแลเฉพาะ อีกทั้ง จะเป็นผลดีต่อกระบวนการผลิต เพิ่มการจ้างงาน และทำให้ธุรกิจขยายตัว
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังอยู่ในฐานะผู้รักษาการตามกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ โดยขณะนี้ได้เสนอร่างกฎกระทรวง กำหนดให้บุคคลอื่นเป็นผู้รับหลักประกัน พ.ศ.... ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยกำหนดให้บุคคลทั้งหมด 6 ประเภท สามารถเข้ามาเป็นผู้รับหลักประกันตามกฎหมายได้ จากเดิมที่มีแค่สถาบันการเงิน บริษัทประกัน บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ และบริษัทเงินทุน
บุคคลทั้ง 6 ประเภทที่จะเพิ่มเติมเข้ามา ได้แก่ 1.นิติบุคคลเฉพาะกิจ เพื่อการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ 2.ทรัสตีในนามทรัสต์ตามกฎหมายว่าด้วยทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน 3.บริษัทหลักทรัพย์ กองทุนรวม หรือผู้ถือหุ้นกู้ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ 4.ผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามกฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า 5.บริษัทบริหารสินทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทบริหารสินทรัพย์ และ 6.ผู้ประกอบธุรกิจแฟคตอริ่ง สำหรับแนวทางการกำหนดประเภททรัพย์สินที่จะนำมาใช้เป็นหลักประกันเพิ่มเติม ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลังที่จะกำหนดประเภททรัพย์สินอื่นต่อไป
“กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ จะเป็นตัวช่วยให้ธุรกิจของบุคคล นิติบุคคลสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่าย โดยการนำทรัพย์สินมาเป็นหลักประกัน และยังสามารถใช้ทรัพย์สินนั้นได้ตามปกติ ซึ่งถือเป็นการปลดล็อกในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของธุรกิจ และช่วยในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทย”
นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าว
ด้าน นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ จะเป็นตัวช่วยให้ธุรกิจของบุคคล นิติบุคคลสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่าย โดยการนำทรัพย์สินมาเป็นหลักประกัน และยังสามารถใช้ทรัพย์สินนั้นได้ตามปกติ ซึ่งถือเป็นการปลดล็อกในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของธุรกิจ และช่วยในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทย
“หลังจากกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้แล้ว เชื่อว่ายอดการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มเอสเอ็มอีจะค่อยๆ ขยายตัวขึ้น โดยสถาบันการเงินแต่ละแห่งจะทยอยออกแพ็กเกจสินเชื่อที่เกี่ยวกับกำหมายหลักประกันทางธุรกิจนี้ออกมา แต่ยังไม่จำเป็นต้องปรับเป้าหมายสินเชื่อเอสเอ็มอีในปีนี้ ส่วนหลักประกันที่น่าจะได้รับความนิยมในระยะแรก เช่น สินค้าคงคลัง, วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้า, สิทธิการเช่า และสิทธิเรียกร้อง เป็นต้น ส่วนทรัพย์สินในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา และกิจการนั้น คาดว่าน่าจะยังต้องใช้เวลาในการศึกษาและทำงานอีกระยะหนึ่งก่อน” นายปรีดี กล่าว



