
สัญญาณ"ปรับทัพ"สีกากี!
"การตั้งรักษาการ ผบ.ตร.ครั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้มีอาวุโสสูงสุด ซึ่งผมดูจากความเหมาะสมเป็นหลัก"
นี่คือถ้อยแถลงของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการตัดสินใจแต่งตั้ง "รักษาการ ผบ.ตร." แทน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ที่ลาราชการเดินทางไปต่างประเทศ
ส้มจึงไปหล่นที่ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่ปรึกษา (สบ 10 ) ได้ขึ้นเป็นรักษาการ ผบ.ตร.ท่ามกลางสถานการณ์ร้อนๆ ภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ไม่ว่าจะเป็นคดีลอบสังหาร สนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวมไปถึงการเรียกรับผลประโยชน์โผโยกย้ายนายตำรวจ การเลือก “จิ้ม” พล.ต.อ.วิเชียรขึ้นมาคุมสตช.ชั่วคราวนั้น น่าจะมาจากปัจจัยหลักๆ 2 ประการ คือ
ประการแรก...เมื่อส่องกล้องเข้าไปดูกลุ่มรองผบ.ตร.ที่จ่อเก้าอี้นายใหญ่ปทุมวันอยู่นั้น ปรากฏว่าส่วนใหญ่เป็นเครือข่ายมีสายสัมพันธ์ดีกับ “ระบอบทักษิณ”
ไล่เรียงมาตั้งแต่ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงษ์ ก็เป็นพี่เมีย "ทักษิณ ชินวัตร"
พล.ต.อ.วงกต มณีรินทร์ สามีของอดีตรมช.ศึกษาธิการในรัฐบาลทักษิณ
พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย ก็เป็นเพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นเดียวกับ "ทักษิณ"
หรือแม้แต่ พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ ก็มีท่าทีไม่เป็นมิตรกับประชาธิปัตย์
จะมีก็แต่ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ ที่ว่ากันว่าซึ้ย่ำปึ้กกับบิ๊ก ปชป. เป็น “ตัวแรง”
แต่ปรากฏว่า "พล.ต.อ.ปทีป" ติดปมเงื่อนเรื่องการร้องเรียนติดตัว รวมถึงเจอแรงค้านเต็มเหนี่ยวจากเพื่อนร่วมรัฐบาลอย่าง เนวิน ชิดชอบ ทำให้ชื่อ "ปทีป" ถึงคราวจอดไม่ต้องแจว
ฉะนั้นปัจจัยแรกในการหาผบ.ตร.คือการควานหาตัวนาย "พลเอก" ที่ไม่มีสีแดงเจือปน ซึ่งยากเย็นยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร แต่รัฐบาลก็ทำได้สำเร็จ
ด้วยแผนการอันแยบยลของรัฐบาล ที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง ในฐานะกำกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ที่ดูใจ "พล.ต.อ.วิเชียร" ตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศ หลังจาก "สุเทพ" ไปนั่งหัวโต๊ะเป็นประธานการประชุมข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ร่วมกับ "พล.ต.อ.พัชรวาท"
โดยครั้งนั้นมีวาระการประชุมในเรื่องการกำหนดตำแหน่งเทียบเท่า "รอง ผบ.ตร." เป็นตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ 10) ซึ่ง ก.ตร.ได้มีมติขอเปิดตำแหน่งที่ปรึกษา 2 ตำแหน่ง คือ สบ 10 และ สบ 10 ฝ่ายกิจการพิเศษ ให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ประจำ ตร. และ พล.ต.ท.ชลอ ชูวงษ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร.
นี่จึงทำให้ "สุเทพ" ได้รู้จักกับ "พล.ต.อ.วิเชียร" ถึงขนาดกล้าแต่งตั้งให้เป็นรักษาการ ผบ.ตร.ซึ่ง ตำแหน่ง สบ 10 กินตำแหน่งเทียบเท่ากับ รอง ผบ.ตร.
ประการที่สอง...หากพลิกดูประวัติการทำงาน "พล.ต.อ.วิเชียร" ไม่แพ้ รอง ผบ.ตร.คนอื่นๆ ที่มีชื่อเป็นแคนดิเดต ชิงเก้าอี้รอง ผบ.ตร. เพราะเติบโตมาจากสายวัง อดีตเป็นหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ (นรป.) ก่อนที่จะมารับตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ 10 ) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ถือเป็นลูกอีสานขนานแท้ เกิดที่ จ.ขอนแก่น เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พญาไท กรุงเทพฯ เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) รุ่นที่ 28 ร่วมรุ่นกับ พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต ที่ปรึกษา (สบ 10 ) พล.ต.ท.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ผู้ช่วย ผบ.ตร.
ดังนั้นเมื่อปมปัญหาเกิดขึ้นภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รัฐบาลจึงต้องหาเหตุในการ "ปรับทัพสีกากี" ครั้งใหม่ เพื่อรองรับภารกิจสำคัญของรัฐบาล โดยเฉพาะการปราบมวลชนเสื้อแดง เมื่อเกิดกระแสการเคลื่อนไหวของพลังสีเหลืองให้ปลด "พล.ต.อ.พัชรวาท" ออกจากเก้าอี้ รัฐบาลจึงต้องหาทางออกแบบละมุนละม่อมเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งระหว่างพลังสีต่างๆ ที่สนับสนุนรัฐบาล
นี่จึงถือเป็นโอกาสทองของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ในการเข้ามาจัดการกับสีกากี ที่ถูกกล่าวหาว่า "เข้าเกียร์ว่าง" มาโดยตลอด
นั่นเพราะที่ผ่านมา "พล.ต.อ.พัชรวาท" ก็ไม่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ แถมยังตกเป็นจำเลยสำคัญในคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตร หน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 จน ป.ป.ช. ต้องแจ้งข้อกล่าวหาความผิดวินัยร้ายแรง พ่วงด้วยความผิดทางอาญา
ขณะที่ระดับ "รอง ผบ.ตร." ที่จ่อคิวขึ้นแทน "พล.ต.อ.พัชรวาท" สเปกยังไม่ตรงใจรัฐบาล
บางคนถูกข้อครหาเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณไม่เหมาะสม ในการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ในยุครัฐบาล สมัคร สุนทรเวช และ สมชาย วงศ์สวัสดิ์
ขณะที่คนที่หมายมั่นปั้นมือให้เข้ามาสางคดี "สนธิ" ก็อยู่ในวัยใกล้เกษียณ พร้อมกันกับ "พล.ต.อ.พัชรวาท"
ดังนั้น หวยจึงมาออกที่ "พล.ต.อ.วิเชียร" ซึ่งได้รับการรันตีคุณภาพจาก "สุเทพ" กับเพื่อนซี้ นิพนธ์ พร้อมพันธ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ก่อนที่ "นายกฯ มาร์ค-สุเทพ-นิพนธ์" จะจับเข่าคุยกันอย่างหนักถึงแผนการอันแยบยลครั้งนี้ เพราะประเมินแล้วว่า งานนี้รัฐบาล "ได้มากกว่าเสีย"
ที่สำคัญเจ้าตัวยังเหลืออายุราชการร่วม 5 ปี
หากมีเป้าหมายในการล้างบางเสื้อแดงตรงกันกับรัฐบาล เก้าอี้ "ผบ.ตร." คงไม่ไกลเกินไป
บัญชา แข็งขัน



