ข่าว

กาลามสูตร (ภาคเศรษฐกิจ’ 52)

กาลามสูตร (ภาคเศรษฐกิจ’ 52)

06 ส.ค. 2552

ขณะนี้ย่างเข้าครึ่งหลังของปี 2552 แล้ว สถาบันต่างๆ จึงมักจัดให้มีการพูดจากันเรื่องเศรษฐกิจโดยเชิญบุคคลสำคัญทั้งในแวดวงวิชาการและการเมืองมาเสวนากัน

ข้อคิดเห็นที่ออกมาจากปากของท่านผู้รู้เหล่านี้มักจะมีข้อขัดแย้งพูดกันไปคนละทางสองทาง เราเป็นคนฟังจึงจำเป็นต้องฟังอย่างไตร่ตรองโดยใช้หลักในกาลามสูตรที่พระพุทธเจ้าท่านได้ประทานแนวคิดในการใช้วิจารณญาณไว้ให้

 ประเด็นที่ถกเถียงกันมากก็คือประเทศไทยหลุดพ้นจากวิกฤติทางเศรษฐกิจแล้วหรือยัง นักวิชาการหลายคนและนักการเมืองฝั่งรัฐบาลต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าประเทศไทยกำลังจะหลุดพ้นจากวิกฤติแล้ว จีดีพีซึ่งใช้เป็นไม้วัดเศรษฐกิจกำลังจะกลับมาเป็นบวก นายกฯ อภิสิทธิ์เองก็เชื่อในเรื่องนี้ตามคำกล่าวของท่านในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ท่านกล่าวอ้างถึงผลการสำรวจของสถาบันเอกชนทั้งไทยและเทศที่กล่าวเป็นแนวทางเดียวกันว่าเศรษฐกิจไทยกำลังจะฟื้นตัว

 แต่ที่อเมริกาต้นกำเนิดของวิกฤติเศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์ ประธานาธิบดีโอบามากลับออกมารับอย่างหน้าชื่นตาบานว่าเศรษฐกิจของอเมริกากว่าจะฟื้นคงอีกนานทั้งนี้เพราะตัวเลขคนว่างงานยังไม่มีท่าทีลดลงเลย

 ในบ้านเรานักวิชาการ (อดีตนักการเมือง) ต่างก็มาย้ำว่าเศรษฐกิจเราคงจะยังไม่ฟื้น

 นอกจากจะมีการตั้งวงสนทนากันในเรื่องเศรษฐกิจในที่ต่างๆ แล้ว สำนักงานโพลล์ต่างๆ ก็เข้าร่วมในการสำรวจข้อคิดเห็นประชาชนในเรื่องเกี่ยวกับผลงานทางเศรษฐกิจของรัฐบาลอีกด้วยซึ่งหลายสำนักก็สรุปผลออกมาใกล้เคียงกันว่า ผลงานรัฐบาลทางด้านแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจไม่เข้าตาประชาชนคือสอบไม่ผ่าน ในเรื่องการสำรวจความคิดเห็นนี้ใคร่ขอตั้งข้อสังเกตว่าบางครั้งความเห็นกับความเป็นจริงนั้นไม่ตรงกัน โดยเฉพาะการสำรวจความคิดเห็นจากหมู่คนที่มีความแตกต่างกันมากอย่างสังคมไทยนั้น การสุ่มตัวอย่างอาจจะนำไปสู่ผลการสำรวจที่ผิดพลาดก็ได้

 นี่ก็เรื่องหนึ่งที่เราจะเชื่อใครดี คงต้องใช้หลักคิดตามแนวในกาลามสูตรมาช่วย

 ประเด็นในทางเศรษฐกิจการเงินของบ้านเราที่ถกเถียงกันมากอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่อง ค่าของเงินบาทแข็งหรืออ่อน อดีตรัฐมนตรีคลังท่านหนึ่งออกมาโทษว่าธนาคารแห่งประเทศไทยปล่อยให้ค่าเงินบาทแข็งเกินไปทำให้เศรษฐกิจไทยไม่ฟื้นตัวเพราะไม่ช่วยการส่งออก ส่วนทางด้านธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งดูแลเรื่องค่าเงินบาทอยู่ก็ออกมาโต้เถียงว่า ค่าเงินบาทในขณะนี้เหมาะสมแล้ว โดยใช้หลักว่าค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งทางการค้าแล้วก็เกาะกลุ่มไล่ๆ กันไป กล่าวคือเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐแล้วจะแข็งหรือจะอ่อนก็ไปในแนวทางเดียวกันไม่ได้แตกพวกแตกฝูงแต่อย่างไร

 สำหรับเราชาวบ้านทั่วไปควรได้ทราบว่าเรื่องนี้เข้าใจได้ยากเพราะเงินบาทอ่อนหรือแข็งนั้นมีทั้งผลได้ผลเสีย เช่นถ้าเงินบาทแข็งเราก็ซื้อน้ำมันได้ถูกลง แต่ผู้ส่งออกก็ค้าขายยากขึ้น และสำหรับผู้เดินทางไปเมืองนอกก็คงชอบ ถ้าเงินบาทแข็งเพราะช็อปปิ้งได้มันขึ้น

 แถมท้ายเรื่อง นักวิชาการท่านหนึ่งออกมาพูดว่าเมืองไทยนั้นเกษตรไม่ได้นำเศรษฐกิจของชาติแล้ว โดยอ้างตัวเลขต่างๆ แต่ท่านคิดหรือเปล่าว่ารายได้ภาคเกษตรนั้นตกอยู่กับคนไทยเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์

 เพียงเท่านี้ท่านผู้อ่านคงเวียนหัวพอดูอยู่แล้ว...

นายหนูใหญ่
[email protected]